วันเสาร์ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

ไปทุ่งดอกกระเจียวกันเถอะ...๑

เคยไปทุ่งดอกกระเจียวเมื่อประมาณ ๒๐ ปีที่แล้ว นั่นเป็นครั้งแรกที่รู้จักจังหวัดชัยภูมิ และได้รู้ว่าที่นั่นอากาศเย็นทีเดียว ขนาดที่ว่าจะอาบน้ำตอนกลางคืน เจอน้ำเย็นเจี๊ยบจนชักลังเล ^^ แล้วสงสัยว่าเป็นจังหวัดกลางๆประเทศหนาวได้อย่างไร (-"-)
หลังจากนั้น ทุ่งดอกกระเจียวก็เป็นที่รู้จักกันมากขึ้น คนไปเที่ยวกันมากๆทุกปี ปีนี้หลังจากที่ไป add friend FB กับอุทยานแห่งชาติป่าหินงามเข้า ก็เกิดอาการอยากไปขึ้นมาอย่างรุนแรง  หันซ้ายหมุนขวาหาเพื่อนไปไม่ได้เลย จนสุดท้าย ลากพี่ชายตัวเองไปเป็นเพื่อน ตกลงกันวันจันทร์ วันอังคารโทร.จองที่พักที่ชัยภูมิ วันพุธควานหาที่พักที่บุรีรัมย์อีก เพราะคุณท่านอยากไปดูปราสาทหินเขาพนมรุ้งด้วย แต่โรงแรมที่อยากจะไปพัก ๒ แห่งเต็มหมด กว่าจะเรียบร้อยก็เกือบเย็นแระ เหนื่อย !! (ใครจะคิดว่าโรงแรมบุรีรัมย์จะเต็มนะ)

วันพฤหัสตื่นเช้ามา ท้องฟ้าครึ้มเชียว จะเจอฝนมั้ยน๊อ.. กว่าจะออกเดินทางก็ ๑๑ โมงเช้า เรามุ่งหน้าตรงไปสระบุรี พี่น้องหารือกันว่าจะกินกลางวันกันที่ไหน สระบุรีมีอะไรอร่อยมั่ง น้องสาวบอกว่า รู้แต่ว่ามีขนมบราวนี่อร่อย กับเห็ดย่างรสแซ่บ อ้อ...มีก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้น ซึ่งต้องฟื้นความจำก่อนว่าอยู่ตรงไหน
..และแล้วก็เจอ เพราะอยู่ริมถนน เลยโรงแรมเกียวอันไปสักพัก เห็นรถจอดเยอะๆเป็นที่สังเกต ร้านธัญรส ๘ (ทำไมต้อง๘ ก็ไม่รู้นะคะ) ทานเส้นหมี่เนื้อทุกอย่าง ลูกชิ้นอร่อยค่ะ เนื้อเปื่อยก็ดี แต่พริกเขาเผ็ดเอาเรื่อง หมูสะเต๊ะเขาก็ใช้ได้เลยนะคะ

อิ่มแล้ว ก็เดินทางต่อ มองไปข้างหน้าเห็นฟ้าสว่าง แต่มองกระจกหลังฟ้ามืดเชียว เราวิ่งผ่าเมืองสระบุรีขึ้นไปหาอ.ชัยบาดาล พอเลี้ยวซ้ายเข้าเส้น ๒๐๕ มุ่งหน้าไปอ.เทพสถิต ฝนที่ตามเรามาจากกรุงเทพ ก็เริ่มตก แล้วตกหนักขึ้นเมื่อเริ่มขึ้นเขา ต้องเปิดที่ปัดน้ำฝนแรงสุด ไม่ชอบขับรถตอนฝนตกหนักๆเลยอะ (>,<) ค่อยๆฝ่าฝนมาเรื่อยๆ จนถึงอ.เทพสถิต ใกล้ๆแยกที่จะต้องเลี้ยว มีลานให้จอดรถได้ ก็เลยจอดรอฝนซาสักหน่อย จอดรถเสร็จ ถึงเห็นว่า จอดอยู่หน้าป้ายประชาสัมพันธ์ทุ่งดอกกระเจียวพอดี ^^ 

พอฝนซาลงหน่อย ก็ออกเดินทางกันต่อ เลี้ยวซ้ายเข้าถนน ๒๓๕๔ ซึ่่งมีป้ายบอกทางเป็นระยะๆ ไม่ต้องกลัวหลง ระหว่างทาง เห็นร้านอาหารประปราย มองๆไว้ก่อนว่ามีรัยน่าสนใจมั้ย
พอถึงที่พัก คือ สะเลเต ชาเล่ต์ ทางเข้า ๒ ฝั่งถนนซอยปลูกต้นสนเรียงราย ชอบๆๆ ถ้าฝนไม่ตก คงลงถ่ายรูปแล้วล่ะ เราได้ห้องพัก ชาเล่ต์ ๑ เดินลงไปตามบันไดหินที่ปลูกดอกไม้สวยริมทางเดิน



หลังคาห้องพัก...มองจากทางเดินค่ะ เขาทำเป็นนกสองตัวเกาะบนหลังคาด้วย น่ารักดี แต่มองไม่ค่อยเห็นจากรูปนี้อะ

ห้องพักชาเล่ต์ ๑ ตัวบ้านเป็นปูนสีออกเหลืองส้ม หลังคาเป็นจาก (ใช่หรือเปล่า) ห้องพักสะอาดดี มีทีวี มีอินเตอร์เน็ตให้ แต่เพิ่งสังเกตว่า ไม่มีแอร์นะคะ ท่าทางอากาศจะเย็น น้องที่มาต้อนรับถึงย้ำ ๒ ครั้งว่า มีน้ำอุ่น..! 

ตอนที่มาถึงฝนยังตกอยู่เลย กะว่าจะดูหนังไปเพลินๆ แต่ปรากฎว่าคุณท่านลืมหยิบแผ่นหนังมาจากบ้าน  โชคดีที่ฝนตกไม่นานก็หยุด เราเลยออกมาเดินดูบริเวณรอบๆ

นี่ค่า บ้านพักทั้งหมด ๓ หลังของสะเลเต ชาเล่ต์ แต่บ้านหลังใหญ่รูปล่างสุดนั่น ไม่ได้ให้พักนะคะ เป็นออฟฟิศ กับห้องอาหารค่ะ น่ารักดี ว่ามั้ยคะ

ที่ชอบมากคือ ที่นี่ปลูกดอกไม้สวยๆให้ดูเล่น กับสนามหญ้าเขียวๆดูสบายตา สบายแค่ไหน ก็ดูจากน้องหมาละกัน ^^


มาดูรูปดอกไม้กัน เริ่มจากดอกกระเจียวก่อนเลยนะคะ


กุหลาบค่ะ เลื้อยเป็นซุ้มอยู่แล้วออกดอกเป็นพวงเลย



ดอก...ดอกไม้  อิอิ

ดอกเสี้ยน..ใช่ไหม


ไฮเดรนเยีย


มีตั๊กแตนด้วย ^^

ดอกนี่ ลักษณะดอกคล้ายๆโคลงเคลงเลื้อย แต่ไม่ใช่ เพราะออกดอกเป็นช่อยาว ส่วนโคลงเคลงเลื้อยจะอยู่ติดดิน




















ฝนเพิ่งหยุดตก ดอกไม้ทั้งหลายถึงชุมฉ่ำแบบนี้


ดอกอะไรบ้างดูกันเอาเองนะคะ รู้จักแค่บางอย่างเท่านั้น ที่พยายามเดินหาคือ ดอกสะเลเต แต่เห็นแค่ดอกเดียวเอง แล้วยังเหี่ยวอีก เลยไม่ได้ถ่ายรูปมาให้ดู รู้จักมั้ยคะ ดอกสะเลเต...มหาหงส์งัยคะ ขาวๆ หอมๆ ( แต่เพิ่งรู้จากคุณท่านว่า เดี๋ยวนี้เขามีสีเหลืองกับสีชมพูด้วย ยังไม่เคยเห็นเลยอะ )

บ่อน้ำเล็ก ปลูกบัว เลี้ยงปลา


ตกเย็น เราออกไปวนรถดูรอบๆ สะเลเต ชาเล่ต์นี่ อยู่ใกล้อุทยานแห่งชาติป่าหินงามนิดเดียวเอง สัก ๕๐๐ เมตรเองมั้ง แถวนั้น มีร้านขายต้นไม้เต็มไปหมด ทั้งดอกกระเจียวและดอกไม้ทั่วไปด้วย รีสอร์ทที่พักก็มีเต็มไปหมด แต่ส่วนมากจะทำเล็กๆไม่กี่ห้อง แต่ร้านอาหารที่ดูเป็นเรื่องเป็นราวกลับไม่ค่อยมี เป็นร้านปลาเผา ร้านส้มตำไก่ย่างเสียส่วนใหญ่ ซึ่งแต่ละร้านแทบไม่มีคนนั่งเลย จะเป็นเพราะเป็นวันพฤหัสหรือเปล่าก็ไม่รู้

ขับไปเรื่อยๆ กว่าจะหาร้านได้ถูกใจ (ก็มีเปิดอยู่ไม่กี่ร้านเอง) เกือบจะออกปากทางอยู่แล้ว ถึงได้เจอร้านลุงหนวด ขายอาหารปลาทั้งหลาย บรรยากาศเป็นธรรมชาติดี เลี้ยวรถเข้าไป เจอคุณพี่หนวดงามยืนโบกรถให้ สั่งอาหารมา ๓ อย่าง ..ผัดฉ่าปลาคัง ลาบเป็ด ปลาเนื้ออ่อนทอดน้ำปลา.. อร่อยทุกอย่างเลย ผัดฉ่ารสเข้มข้น ลาบเป็ดรสนุ่มนวล ส่วนปลาเนื้ออ่อน กินเล่นก็ดี กินกับข้าวก็อร่อย ปลาของลุงสดดีจัง ลุงบอกว่า ต้องขับรถไปซื้อถึงอยุธยาน่ะนะ

รูปมืดไปหมด ไม่ได้ใช้แฟลชอะค่ะ ขอโทษที


นั่งคุยกับลุงหนวดสนุกดี ลุงบอกว่าที่นี่เที่ยวได้ตลอดปี ช่วงมีนาเมษา ให้มาดูกล้วยไม้ป่า ส่วนปลายตุลาให้มาดูกล้วยไม้ดิน อากาศแถวนี้เย็นสบายทั้งปี และถ้าอยากหนาวก็มาปลายปีได้ ไม่เลวนะ ใกล้กรุงเทพดีออก แถมยังมีเห็ดโคนด้วยนะ พูดแค่นี้ สองพี่น้องก็ตาโตแล้ว อิอิ

ขากลับ ก่อนเข้าบ้าน แหงนหน้ามองฟ้า โอ้โห....ดาวพราวเต็มฟ้าเลยยยย
ถ้ามีเพื่อนรู้ใจ คงได้นั่งเม้ากันทั้งคืน บรรยากาศแบบนี้ แต่นี่ พรุ่งนี้ต้องตื่นแต่เช้ามืด ปิดไฟนอนกันดีกว่า


วันอาทิตย์ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2555

นครศรี..ที่..เขารามโรม ๖ ( Time to Relax ^___^ )


หลังจากที่เราได้ดูโลมาแล้ว มีความรู้สึกเหมือนบรรลุเป้าหมายทุกอย่างแล้ว 
ภารกิจสำเร็จ !....ประมาณนั้น อิอิ

เริ่มหิวๆนิดนึงแล้วอะ นัดสาวๆที่ไม่ได้ไปลงเรือไว้ที่ "น้ำตกโฉ" ไปถึงที่นั่น พบว่าเป็นลำธารเล็กๆ น้ำเย็นใสสะอาด มีชาวบ้านไปเล่นน้ำที่นั่นกันเยอะทีเดียว ตั้งแต่รุ่นคุณยายจนถึงรุ่นหลาน ริมลำธารปลูกเป็นศาลาไม้ไว้สำหรับนั่งทานอาหาร มีร้านอาหารอยู่หลายร้าน
เหลียวซ้ายแลขวาไม่เห็น"น้ำตก"แต่อย่างใด ซึ่งป้าไม่ได้ถามหาน้ำตก เพราะมีเรื่องอื่นเรียกร้องความสนใจไปซะก่อน ^^ น้องๆชวนมานั่งที่สะพานไม้ หย่อนเท้าลงไปแช่น้ำเล่น.....แอร๊ยยย  ๕๕๕๕ จั๊กกะจี้อะ 
ตรงนี้เป็นที่สปาเท้าด้วยปลาตามธรรมชาติค่า ไม่เสียตังด้วย ป้าบ้าจี้ ลองหย่อนเท้าลงไปนิ่งๆ พอปลามาตอดตัว ๒ ตัว ก็ไม่สู้แล้ว ๕๕๕ ปล่อยคนอื่นสปาตามสบาย ป้าไปสั่งของกินเล่นมารองท้องดีกว่า


รองท้องไม่ทันรัย สาวๆก็มา พร้อมกับบอกว่าต้องรอสักพัก สั่งของทะเลสดๆไว้ เดี๋ยวเราไปรับแล้วไปให้ร้านอาหารทำให้ ไม่เป็นไรค่ะ รอได้ เพราะว่าแม่ส่ง "ขนมโค"มาฝากด้วย เคยทานมั้ยคะ เป็นแป้งนิ่มๆ เม็ดกลมๆ ข้างในสอดไส้ด้วยเม็ดน้ำตาล(คิดว่าน้ำตาลปึกน่ะค่ะ) ข้างนอกคลุกมะพร้าว อร่อยดี แป้งนุ่ม หอมนิดๆ ตอนเคี้ยวเจอเม็ดน้ำตาลยิ่งอร่อย อิอิ


พอได้เวลา เราก็มุ่งหน้าไปหาดแขวงเภา ตรงนี้เป็นท่าเรือเฟอรี่เก่า เป็นอ่าวเล็กๆ หาดทรายขาวสวยทีเดียว มีร้านอาหารอยู่ ๒-๓ ร้าน แต่เรามาที่ร้านเคียงทะเลซีฟู้ดค่ะ เพราะสาวๆรู้จักกับเจ้าของร้าน และเขาว่าฝีมือทำอาหารสุดยอด..เดี๋ยวก็รู้..


ตอนที่เราไปถึงสักบ่ายสองเศษๆแล้ว ลูกค้ายังมีอยู่หลายโต๊ะ และทะยอยมาอีกเรื่อยๆ เรารอสักพัก อาหารของเราก็ถูกยกมา โอยยยยย  กินกันจนอยากลงนอนทีเดียว เรามีปูนึ่ง กุ้งอบเกลือ ปลาเผา ปลานึ่งมะนาว กั้งทอดกระเทียม แกงป่าปลา ปลาหมึกย่าง อร่อยสุดๆ ทั้งความสดของวัตถุดิบ และฝีมือคนทำ  ปกติป้าไม่ค่อยทานกั้ง แต่ที่เขาทอดกระเทียมมาให้นี่อร่อยเหลือเกิน เค็มๆหวานๆ พูดแล้วอยากทานอีก ^^


ระหว่างที่ผู้ใหญ่ใช้เวลาอันยาวนานในการกิน ขนาดย้ายโต๊ะ ๓ รอบ คือ ย้ายจากข้างใน มาริมทะเล เพื่อดูเด็กๆเล่นน้ำไปด้วย แล้วย้ายเข้าร่มเมื่อฝนตก เด็กๆก็สนุกกับทะเล และ แอพถ่ายรูปของป้ามากมาย

เรากินกันตั้งแต่บ่ายสาม จนฟ้ามืดถึงได้กลับน่ะ ขากลับเจอด่านตรวจ เอาล่ะลุ้นกันว่าจะผ่านมาได้หมดมั้ย เพราะคนขับมีแอลกอฮอลล์อยู่ในตัวกันบ้างแทบทั้งนั้น คันแรกผ่านด้วยดี อาจจะเพราะพ่อวุฒิมีผู้โดยสารเป็นสาวน้อย ๒ สาว คันป้าก็ดูท่าทางเป็นนักท่องเที่ยวผู้เรียบร้อย คันที่ ๓ รีบบอกคุณตำรวจก่อนเลยว่า ขับตามนาย นายมาจากกรุงเทพ ??? น้องบอกว่า เวลาบอกแบบนี้ ตำรวจจะไม่ดูนาน เพราะไม่รู้ว่านายเป็นใคร อ้อ.... ส่วนคันสุดท้าย ที่เป็นสาวล้วน และเป็นชาวขนอม กลับไม่ผ่าน ด้วยข้อหาทะเบียนรถขาดต่ออายุ ต้องให้คุณพ่อที่เป็นตำรวจเหมือนกันโร.มาเคลียร์ให้ อิอิ

คืนนั้น เราเล่นน้ำสระ พักผ่อน ดูทีวี นั่งคุยกันสักพัก ก็แยกย้ายกัน เพราะวันรุ่งขึ้นเป็นวันทำงาน น้องๆที่ไม่ได้ลางานไว้ต้องกลับไปทำงาน หวังว่าเราจะได้เที่ยวกันอีกนะคะ มีนัดแนะกันถึงทริปหน้า ว่าจะเป็น..เกาะเหลาเหลียง หรือ เขาสก..ดีน๊อ ^^

เช้าวันที่ ๘ พค. วันสุดท้าย เป็นวันตัวใครตัวมัน คือ ใครอยากทำอะไรก็ตามสบาย ขอแค่พร้อม check out ตอนเที่ยงเท่านั้น งัยๆ ป้าก็ตื่นตะเช้าอยู่ดี ยังหวังจะได้เห็นไข่แดงเหนือท้องทะเล อิอิ ลุกมาตั้งแต่หกโมงเช้า ออกมาเดินเล่นชายหาด..พระจันทร์ยังไม่ตกตามเคย อากาศดี๋ดี.. และสุดท้ายก็ไม่ได้เห็นไข่แดงเหมือนเมื่อวาน 


หาดตอนเช้าที่นี่สงบดี มีคนตื่นมาเดินเล่นไม่กี่คน นานๆมีเรือแล่นผ่านมาสักลำ และมีนกน้ำโฉบมาเป็นเพื่อนแก้เหงาบ้าง มัวแต่นั่งมอง พอเขาจะไป ก็หยิบกล้องมาถ่ายรูปไม่ทัน

หลังจากทานอาหารเช้าแล้ว ก็เดินเล่นเก็บภาพนั่นนี่ไปเรื่อย
ดอกไม้รอบๆรีสอร์ทค่ะ

ร่องรอยที่ชายหาด..



น้ำทะเลที่นี่ใส ปูเสฉวนตัวโต๊..โต ^^

สุดท้าย..ป้าก็ลงไปเล่นน้ำ คลื่นเรียบมาก ได้นอน(ใส่แว่นดำ)ลอยตัวอยู่ในทะเล แหงนหน้ามองฟ้าใส กว้าง ฟังเสียงคลื่นกระซิบอยู่ริมหู บรรยากาศสงบมาก รู้สึก"นิ่ง" ดีจังค่ะ.. เป็นคนชอบนอนลอยตัวในทะเล ปล่อยให้ตัวเราระเรื่อยไปตามสายน้ำ ยามนั้น ปัญหาและความเครียดหายไปไหนก็ไม่รู้

ภาพ "บ้านศิวิไลซ์รีสอร์ท"ถ่ายเข้ามาจากกลางทะเลค่ะ ^^

เรา check out ตามเวลาปกติ แล้วออกไปขับรถดูรอบๆ มีรีสอร์ทหลายแห่ง เราเข้าไปที่ราชาคีรี ก็สวยดีค่ะ ที่จริงอยากเห็น อาว่ารีสอร์ท แต่ไม่ผ่านอะ 

ไปหาอะไรใส่ท้องกันดีกว่า น้องพามาทานที่สิชล ที่ภัตตาคารโกโตน (หรือโก้โตน ก็ไม่รู้ หน้าร้านมีเขียนไว้ทั้งสองแบบ) ร้านที่ทานเป็นสาขา ๒ เห็นว่าสาขาแรกอยู่ในอ.สิชล เขาว่า ร้านนี้มีชื่อ ก็คงดีหรอก ถึงมีสาขา ๒ แถมขนาดร้านยังใหญ่โตด้วย

เห็นป้ายหน้าร้าน ขึ้นว่า ขาหมูรสดี และอยู่ในเมนูแนะนำด้วย ลองสั่งมาดู ก็นุ่มนวลดี แต่ป้าว่า ขาหมูนกน้อยถูกจริตป้ามากกว่านะ แกงส้ม และปลาเค็มใช้ได้อร่อยดี นอกนั้นเฉยๆอะ คือ ยำผักกูด ปลากระพงผัดฉ่า โดยรวมแล้ว ป้าว่าสู้อาหารฝีมือของแม่น้องๆทั้งสองแม่ที่ทำให้ทานในทริปนี้ ไม่ได้อะค่ะ
(รู้จักมั้ยคะ ขาหมูนกน้อย อยู่ริมถนนเพชรเกษมที่แยกละแมน่ะค่ะ ใครผ่านลองแวะชิมดู วันนึงๆเขาต้มขาหมูเป็นร้อยๆขาเลย เมนูที่อร่อยมากอีกอย่างคือ ไก่ผัดพริกแกง ^^) 

อิ่มหนำดีแล้ว น้องก็พาแวะเรื่อยมาตามทาง เข้าไปดูเขาพลายดำ ที่นี่เขาว่าเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ของอ.สิชล ตอนที่ป้าไปถึงลมแรงมาก กำลังจะมีพายุ แต่ก็เห็นล่ะว่า หาดเขาสวยดีอยู่ ที่นี่มีรีสอร์ทให้พักด้วย ท่าทางจะเงียบกว่าทางขนอม

แต่ที่ทำป้าประหลาดใจ คือ ต้นไม้ที่ด้านหน้านั้น มีลูกเหมือนมังคุดเลย แต่ต้นมันไม่ใช่ ป้าเห็นแล้วหันไปมองหน้าน้อง ที่มีพื้นเพเป็นชาวสวน ก็ทำหน้างงเหมือนกัน จนกระทั่งเห็นป้ายว่าเป็นต้น"เกร็ดกระโห้"  แหม ถ้าต้นนี่ไม่ได้ยืนรับแขกอยู่แบบนี้ ป้าจะแอบเก็บลูกมาผ่าดูข้างในว่า เหมือนมังคุดด้วยไหม..จริงๆนะ


จากเขาพลายดำ ก็ไปดูหาดสิชล ทรายที่นี่จะออกแดงๆ ไม่ขาวเหมือนทางขนอมอะ หาดหินงาม ตามชื่อเลย คือมีตะหิน แล้วฝนก็ตกพรำๆ น้องตั้งใจจะพาเข้าเมืองนครอีกรอบ แต่ป้าเห็นว่า น้องต้องกลับหาดใหญ่เย็นนี้ จึงให้ไปส่งสนามบินเลยดีกว่า นั่งเล่นมือถือไป เดี๋ยวก็ได้เวลาขึ้นเครื่องแล้ว จึงมุ่งหน้าไปสนามบินกัน

ระหว่างทางฝนตกพรำๆตลอดทาง สักพักเจอรถติด ให้นึกถึงกรุงเทพ ที่เราชินปากกันว่า "ฝนตก..รถติด"  แต่ที่นี่ไม่ใช่หรอก เกิดอุบัติเหตุน่ะค่ะ พอเราผ่านที่เกิดเหตุ ป้าหันไปดู ใจหายเลย รถคันนี้ เพิ่งแซงเรามา..สัก ๒๐ นาทีเองมั้ง จำได้อะ ตอนนั้นยังคิดอยู่ว่า ขับรถเปรี้ยวจริง นี่ล่ะนะ แค่เสี้ยววินาทีเดียว อะไรๆก็พลิกผันได้

และแล้ว เวลาร่ำลาก็มาถึง ขอบใจน้องชายคนนี้มากๆที่ต้อนรับขับสู้ป้าเป็นอย่างดี แถมลางานมาเที่ยวกับป้าด้วย ถ้าไม่ได้น้องช่วยจัดการ ป้าคงไม่มีโอกาสได้ขึ้นเขารามโรม ได้เห็นอะไรหลายอย่างแบบนี้ และต้องขอบใจน้องๆที่ขนอม ที่ช่วยพาไปดูโลมาและหาอะไรๆที่อร่อยเหลือหลายให้พี่ได้ทาน รวมถึงน้องๆที่มาแจมเที่ยวเป็นช่วงๆ ทำให้ทริปนี้มีความหมายมากขึ้น..ขอบคุณค่ะ ^^

สนามบินที่นครกำลังอยู่ระหว่างการปรับปรุง ทำให้พื้นที่ค่อนข้างคับแคบและไม่มีอะไรน่าสนใจ โดยส่วนตัวคิดว่า กิจกรรมที่เหมาะสำหรับสนามบิน คือ นวด เพราะเป็นการฆ่าเวลาได้ดี เคยไปที่สนามบินอุดรก่อนเวลามากๆแบบนี้ ไปนั่งให้เขานวด ก็รู้สึกว่าแป๊บเดียว และก็เห็นคนนวดไม่ว่างอยู่ตลอดเลย

ค่อนข้างแปลกใจว่า มีคนที่กลับไฟลท์เดียวกับป้ามานั่งรอกันอยู่เพียบเลย ทั้งๆที่ป้ามาก่อนเวลาประมาณเกือบ ๓ ชั่วโมงน่ะ  เวลามาต่างจังหวัด คนพื้นที่มักจะบอกว่าไม่ต้องรีบๆ แค่นี้เอง (ขนาดเคยวิ่งขึ้นเครื่องคนสุดท้ายที่อุบลมาแล้ว อิอิ) เลยเดาว่า การเดินทางมาสนามบินนคร จากตัวเมืองโดยรถสาธารณะ น่าจะยังไม่สะดวกเท่าที่ควร

การเดินทางครั้งนี้ ถือเป็น Perfect Trip เพราะราบรื่น สมประสงค์ สนุก และมีความสุขค่ะ ^______^



The End ^^

วันเสาร์ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2555

นครศรี..ที่..เขารามโรม ๕ ( โลมาสีชมพู ^^ )

เช้าวันที่ ๗ พค. ๕๕ ป้าตื่นแล้ว รีบลุกจากเตียงตั้งแต่ ๖ โมง เป็นปกติของการมาเที่ยว เพื่อที่จะดูตะวันขึ้น เมื่อคืนคุณพี่เจ้าของรีสอร์ทบอกว่า อาจจะได้เห็น ไข่แดงกลมๆลอยอยู่เหนือท้องทะเล...
แต่สิ่งที่เห็นก่อนตะวัน คือ จันทรา ^^ พระจันทร์ยังไม่ตกเลยค่ะ มองเห็นมั้ยคะ

น่าเสียดายว่า เช้านี้ ฟ้าไม่โปร่ง เลยได้แต่เห็นเมฆสวยๆแทน


ป้าไม่มีเวลาโอ้เอ้สักเท่าไหร่ เพราะนัดกันว่า ๙ โมงเช้าเราจะไปลงเรือดูโลมาสีชมพูกัน  ก่อนมา..เมล์ถามน้องว่า คิดว่าเราจะได้เห็นมั้ย กลายเป็นว่าสร้างความกดดันให้น้องกลัวว่าพี่จะไม่ได้เห็น โธ่ แค่อยากรู้ว่า โดยปกติเค้าเห็นกันหรือเปล่าเท่านั้นเอง ค่าเรือไม่ได้แพงเหมือนเวลาไปดูวาฬที่เมืองนอกสักหน่อย แบบนั้นน่ะ ป้าไม่เสียตังหรอก กลัวไปแล้วเห็นแต่ทะเล

จุดที่เราจะลงเรือไปดูโลมา คือ ที่..แหลมประทับ.. พอเลี้ยวรถเข้าไปในหมู่บ้าน ชาวบ้านแถวนั้นก็ออกมาช่วยดูที่จอดรถให้ เห็นมีรถจอดอยู่ริมถนน หน้าบ้านชาวบ้านแถวนั้นหลายคัน แปลว่าเรามาสายแล้วล่ะสิ วันนั้น เขากำลังเทคอนกรีตทำถนนกันอยู่ เขาก็ีบอกทางให้ว่าต้องเดินไปทางไหน เอาชูชีพมาให้ แล้วก็ชวนเชิญให้เช่าหมวกปีกกว้าง สำหรับสาวๆใส่กันแดด ตรงท่าเรือมีรูปปั้นโลมา ๒ ตัว ป้าบอกให้รีบถ่ายรูปก่อน เป็นหลักฐานว่าเราได้เห็นโลมากันแล้ว อิอิ

เจ้า ๒ ตัวนี้มายืนส่งพวกเราลงเรือหางยาว ที่มีผ้าใบขึงเป็นหลังคาให้หลบร่ม

เรือที่เรานั่ง หมุนไปหมุนมาอยู่พักนึงกว่าจะออกเรือได้ เสียงป้าเจ้าของเรือสั่งเด็กเรือ ๒ คนลั่นๆ ท่อซ้าย ท่อขวาอะไรไม่รู้ เราก็พยายามมองๆว่าอะไร สักพักถึงเข้าใจว่า ป้าเค้าสั่งให้ ถ่อทางซ้าย ถ่อทางขวา อิอิ

วันนี้ทะเลเรียบ เรานั่งออกไปสักพัก เริ่มมีเรือสวนกลับมา ส่งเสียงถามกันว่าเห็นโลมามั้ย ก็พยักเพยิดว่าเห็น ให้เราได้ดีใจกันว่าเดี๋ยวเราก็จะได้เจอมั่ง

อิตาคนนี้ เหมือนเป็น logo ที่นี่งัยมะรุ เพราะตอนหาข้อมูลเที่ยว ก็เจอรูปแบบนี้

ระหว่างทาง เราจะผ่านเกาะต่างๆที่มีหน้าผา หรือส่วนด้านล่างเป็นเหมือนแผ่นหินซ้อนกันเป็นชั้นๆ เขาเรียกกันว่า เขาหินพับผ้าค่ะ (แต่ไม่ใช่เขาพับผ้าแถวระนองน๊า)


ข้อมูลจาก http://khanom.siamfreestyle.com//tourist-attractions/ เขาว่า...

เขาหินพับผ้า ปรากฎการณ์ทางธรณีวิทยา ที่เห็นได้บนเขาหิน และเกาะบางเกาะในทะเลขนอม บริเวณหน้าอ่าวเตล็ด คือที่เกาะท่าไร่ เกาะนุ้ยนอก เขาหลักซอ และชายฝั่งอ่าวเตล็ด ลักษณะที่เห็นจะเหมือนเป็นแผ่นหินที่ทับซ้อนเรียงกันเป็นชั้นๆสูงขึ้นไป ด้านบนมีต้นไม้ขึ้นปกคลุมหลากหลายชนิด บางชนิดก็ดูแปลกตาออกไป บางแห่งก็จะพบกล้วยไม้ป่าขึ้นอยู่ด้วย
การเกิดของเขาหินพับผ้า เกิดจากกระบวนการหินตะกอน (sedimentary process) ที่มีการตกตะกอนของหินที่มีส่วนประกอบและความแข็งต่างกัน เป็นชั้นๆ ในท้องทะเล ต่อมามีการเอียงและยกตัวของเปลือกโลกชั้นหินดังกล่าวก็เกิดเป็นหน้าผา เมื่อถูกกระแสน้ำ และลม กัดกร่อนเอาชั้นที่อ่อนกว่าออกเหลือชั้นที่แข็งแกร่งกว่า ก็จะดูเหมือนแผ่นหินที่ซ้อนกันเป็นชั้นๆ เปรียบเหมือนขนมชั้น หรือผ้าที่พับไว้ จึงเป็นที่มาของชื่อ " หินพับผ้า " เมื่อนักท่องเที่ยวฝรั่งได้มาเห็นที่นี่ก็บอกว่า เขาหินลักษณะนี้คล้ายกับ Pancake rock ที่เมือง Punakaiki ประเทศนิวซีแลนด์ ก็เลยเรียกหินพับผ้าเหล่านี้ว่า " แพนเค้ก ร็อค  เมืองไทย " อีกชื่อหนึ่ง


ดูชัดๆค่ะ

ส่วนบริเวณนี้(รูปข้างล่าง) เขาเรียก "เวทีพุ่มพวง" เล่ากันว่า วันที่คุณพุ่มพวง ราชินีลูกทุ่งเสียชีวิตนั้น มีชาวเรือมานอนเล่น แล้วหลับฝันไป ได้ยินเสียงเพลงของคุณพุ่มพวงที่นี่ กลับไป ถึงได้ทราบข่าวการเสียชีวิตของเธอ เขาเล่ามาประมาณนี้น่ะค่ะ

ผ่านเกาะสวยๆมาแล้ว และผ่านเกาะนุ้ยที่มีหลวงปู่ทวด จนมาถึงอ่าวนึง น้องเขาก็จอดเรือ แล้วบอกที่นี่แหละ เป็นแหล่งของโลมาสีชมพู ให้เราช่วยกันมองหา  อุ๊ยๆๆๆ ตื่นเต้นอะ แต่รออยู่พักใหญ่ ก็ไม่มีวี่แวว น้องคนเรือเขาทุบท้องเรือเสียงดังๆ ทำนองเรียกหา แต่ก็ยังไม่เห็น มีเรือมาอีกลำ  วนหาอยู่ก้ไม่เจอ น้องเขาบ่นๆว่า สายแล้ว...แง ! เรามาสายไปเหรอ >,<


รออยู่นาน จนคิดว่าไม่เจอแล้ว เขาก็ไปวนที่อ่าวอื่น  ป้าเริ่มบอกตัวเองให้ทำใจแล้วว่า "ธรรมชาติ..ไม่มีใครกะเกณฑ์ได้"  :(
เรือไปวนดูวิวที่อ่าวอื่นแล้วย้อนกลับมา ก็ยังไม่เจอ ก็เลยคิดว่าจะไปเกาะนุ้ยกันก่อนเถอะ แต่แล้ว ก็เห็นเรือลำอื่นเขาชี้ๆ เราเลยเข้าไปดู
นั่นๆๆๆๆ โลมาๆๆๆ เห็นม๊ายยยย 
แต่ไม่ใช่สีชมพูนะ เขาว่ายวนเวียนมาแถวเรือเราด้วย ให้ชื่นใจว่า มาไม่เสียเที่ยวแล้ว ทุกคนในเรือหน้าตาเบิกบาน น้องที่เป็นคนขนอมบอกว่า รอดตัวแล้ว พี่ได้เห็นโลมาแล้ว ๕๕๕๕

คนเรือบอกว่า ตัวนี้ไม่คุ้นเคย....แน่ะ มีจำหน้ากันได้ด้วยเหรอ ^^
แล้วเขาก็พาเราไปเกาะนุ้ย ซึ่งต้องจอดเรือ แล้วลงเดินลุยน้ำเข้าไป ที่นี่มี บ่อน้ำจืด...ป้าได้ยินเรื่องนี้ เมื่อ ๒ ปีก่อน ตอนที่มาขนอมครั้งแรก น้องเล่าว่า เป็นตามตำนานหลวงปู่ทวดเหยียบน้ำทะเลจืด คิดว่าคงเคยได้ยินกันนะคะ ตอนนั้น เรานัดกันว่าจะหาเวลามาดูกัน แต่ก็ไม่ได้มาสักที ป้าน่ะ..สงสัยจริงเชียว ว่าจะจืดได้อย่างไร ป้าซึ่งเลื่อมใสหลวงปู่ทวดมากๆ อยากมาเห็นบ่อน้ำทะเลจืดนี่ ยิ่งกว่าโลมาเสียอีก


บ่อน้ำทะเลจืดที่ว่านั้น เป็นบ่อเล็กๆ ขนาดสัก ๒-๓ ฟุตเองมั้ง อยู่ริมหาดห่างจากน้ำทะเลไปไม่กี่ก้าวเอง มีน้ำซึมจากบ่อขึ้นมาแล้วไหลลงทะเลไป ตอนแรกที่เห็น อึ้ง ! แล้วลองชิมน้ำดู จืด !! จริงๆนะคะ ยังเสียดายกันว่า น่าจะพวกขวดเล็กๆมารองน้ำกลับไปฝากคนอื่น
พอชิมน้ำจืดให้อัศจรรย์ใจกันแล้ว เราก็ปีนขึ้นไปกราบหลวงปู่ทวดกันค่ะ  (ถึงป้าจะเข้าใจว่า เป็นน้ำจากใต้ดินน่ะค่ะ ถึงได้จืด แต่ก็เต็มใจที่จะเชื่อตำนานหลวงปู่ทวดอยู่ล่ะค่ะ อิอิ)

ตำนานหลวงปู่ทวดเหยียบน้ำทะเลจืดค่ะ จาก http://khanom.siamfreestyle.com//tourist-attractions/

จากปรากฎการณ์บ่อน้ำจืดกลางทะเล ซึ่งสอดคล้องกับตำนานหลวงพ่อทวดเหยียบน้ำทะเลจืด ที่เล่ากันว่า เมื่อครั้งหลวงพ่อทวดเดินทางจากสงขลาไปยังกรุงศรีอยุธยาด้วยเรือสำเภา ระหว่างทางเกิดคลื่นลมแรงเรือไปต่อไม่ได้ ต้องลอยลำอยู่กลางทะเลจนน้ำจืดหมด หลวงพ่อทวดได้แสดงอภินิหารเอาเท้าเหยียบน้ำทะเล กลายเป็นน้ำจืดดื่มกินได้ ให้ลูกเรือขนน้ำไปใช้ในระหว่างการเดินทาง
เรื่องเล่านี้มีสืบทอดกันมาร่วม 400 ปี อาจจะพิศดารแตกต่างกันไปบ้าง แต่เป็นเรื่องราวที่ชาวบ้านย่านนี้ให้ความเชื่อถือ เมื่อพบว่ามีบ่อน้ำจืดอยู่กลางทะเลที่เกาะนุ้ย ก็ยิ่งเพิ่มความเชื่อและศรัทธาที่มีต่อหลวงพ่อมากยิ่งขึ้น จึงได้สร้างรูปบูชาหลวงพ่อทวดด้วยหินแกรนิต แกะสลักขนาดหน้าตัก 36 นิ้ว อัญเชิญมาประดิษฐานไว้ที่เกาะนุ้ยเพื่อให้เป็นเสมือนที่เคารพของคนในพื้นที่ รวมทั้งนักท่องเที่ยวที่ได้มาถึงเกาะนุ้ย เกาะหลวงพ่อทวดแห่งทะเลขนอม

เข้าใจว่า ถ้าใครอยากจะมาพิสูจน์เรื่องบ่อน้ำจืดนี่ ควรจะมาตอนเช้า ที่น้ำยังไม่ขึ้น และมาช่วงเดือนเมษา - สิงหานะคะ
ลั้นลากันแล้วล่ะค่ะ ได้เห็นทุกอย่างที่คาดหวัง ^______^

แต่แล้วระหว่างมุ่งหน้ากลับท่าเรือ เราก็เห็นเรือ ๒-๓ ลำ ลอยลำอยู่ คนเรือของเราวกเรือเข้าไปทันที กวาดตามองอยู่แป๊บนึง
กรี๊ดดดดดดดดดด โลมาค่ะ หลายตัวเลย แล้วมีเจ้าโลมาสีชมพูด้วย เขาว่ายกันอยู่ไกลๆ แล้วประเดี๋ยวก็ว่ายมาอยู่ตรงหน้าเรือเรา แล้วก็อ้อมเป็นวงกลมกลับไปที่ทะเลด้านนอก
อิ่มเอมเปรมใจมากกกกกกกค่ะ  ยิ้มกันไม่หุบเลย ตะละคน :)

ระหว่างนั่งเรือกลับ เช็คกล้อง เช็คมือถือกันให้วุ่นเลยว่า ใครจะจับภาพโลมาได้บ้าง ป้าน่ะโชคดี ได้รูปถ่ายมา ๒ รูปตามที่ลงให้ดูนี้ล่ะค่ะ นึกชมคนที่ถ่ายสวยๆแล้วโพสต์ลงเน็ตให้เราดูว่า ช่างสามารถอะไรปานนั้น เพราะเรือเองก็โคลงเคลง โลมาเองก็ว่ายไปมา โล่ขึ้นมาแล้วก็ดำลงไป เราไม่รู้ว่าเขาจะโผล่มาอีกทีตอนไหน และ ตรงไหน
ป้าเอง เวลาเห็นถึงกะลุกขึ้น มือนึงเกาะเสาเรือ มือนึงถือกล้อง ไม่ฟังเสียงน้องๆเตือนว่า ระวังตกเรือ อิอิ พยายามถ่ายด้วยกล้องแล้ว ตอนหลังใช้มือถือถ่ายคลิป เพราะคิดว่าน่าจะง่ายกว่า แต่ ตาไม่ได้อยู่ที่หน้าจอมือถือหรอก นู่นนน ตาอยู่ที่ทะเล(เพราะกลัวไม่ได้เห็นโลมา อิอิ) แล้วหันมือถือตามหน้าไป ก็เลยได้คลิปมาบ้าง แบบนี้ (ถ้ามีครั้งต่อไป รู้ล่ะ ต้องเอามือถือขึ้นมาไว้ที่ระดับหน้า น่าจะดีกว่านี้ ^^)

คลิปโลมาที่เห็นรอบแรก ถ่ายด้วยกล้อง


คลิปโลมารอบสอง ถ่ายจากมือถือ ตัดคลิปไม่เป็น 
(แล้วทำงัยให้มันใหญ่กว่านี้ได้อะ มองแทบไม่เห็นเล้ยย)


ติดใจสงสัยเรื่องสีของโลมา ว่าเค้าอยู่กันหลายตัว ทำไมสีเทาบ้าง ชมพูบ้าง ลองหาอ่านดู ถึงได้รู้ว่า เป็นโลมาพันธ์หลังค่อม ซึ่งพอเริ่มแก่ ก็จะเปลี่ยนสีจากสีเทาเป็นสีชมพู..คงคล้ายๆกับเราที่สีผมเปลี่ยนจากดำเป็นขาว...กระมังคะ ;)
ข้อมูลจาก www.siamfreestyle.com ตามนี้ค่ะ
เรามา ทำความรู้จักกับเจ้าบ้านที่น่ารักกันสักนิด โลมาพันธุ์นี้มีชื่อว่า โลมาหลังค่อมอินโด-แปซิฟิก(Indo-Pacific Humpback dolphin) มีชื่อภาษาละตินว่าเซาซ่า ไชเนนซิส (Sousa chinensis)มีลำตัวกลมยาว ใต้ท้องมีสีอ่อน โหนกเรียวยาว มีครีบหลังเอียงลาดไปทางด้านหลัง มีปากเรียวยาวคล้ายโลมาปากขวด เมื่อดำน้ำปลายหางจะชูขึ้น แรกเกิดยาวประมาณ 1 เมตรหนักประมาณ 25 กิโลกรัม โตเต็มที่จะยาวราว 2.5-3 เมตร หนักประมาณ 150-200 กิโลกรัม ปกติเป็นสัตว์ที่ว่ายน้ำไม่เร็วนัก ชอบแสดงพฤติกรรมเหนือผิวน้ำหลายๆอย่าง เช่นกระโจนขึ้นจนพ้นน้ำแล้วสะบัดหาง หรือตะแคงตัวว่ายน้ำแล้วโบกครีบข้างลำตัว ที่พบเห็นที่นี้มักจะมีสีเทา เทาอ่อนจนเกือบขาว โลมาชนิดนี้เมื่อมีอายุมากขึ้นสีลำตัวจะจางลงจนเห็นเป็นสีชมพู ซึ่งเป็นที่มาของโลมาสีชมพูที่เราอยากไปเยี่ยมเยือนถึงบ้านที่ ท้องทะเลขนอม
ระยะนี้การออกไปท่องเที่ยวชมโลมาในทะเลกำลังเป็นที่นิยมอย่างมาก นักท่องเที่ยวที่ออกไปต่างมีความหวังที่จะได้ชมโลมา ชาวเรือที่นำเที่ยวก็อยากให้ลูกทัวร์ได้เห็น ซึ่งอาจใช้วิธีที่ผิดๆได้ เช่นถ้าไปกันหลายลำก็ใช้เรือล้อมฝูงปลาเอาไว้ การเข้าใกล้ตัวปลาเกินไปก็เป็นการรบกวนทำให้ปลาเครียดได้ ไม่ควรเข้าใกล้เกินกว่า 50 เมตร การให้อาหารแก่โลมาก็จะทำให้ความสามารถในการหาอาหารตามธรรมชาติลดลง นักท่องเที่ยวมีส่วนช่วยได้ด้วยการที่ไม่กำหนดว่าจะต้องได้เห็นโลมาเท่านั้น ชาวเรือก็ต้องไม่ใช้วิธีที่ไม่ถูกต้องกับโลมา ขอให้เราเข้าใจว่าโลมาเหล่านั้นอยู่ในทะเล ไม่ได้อยู่ในสระน้ำ เราอาจไม่ได้พบมันก็ได้ การที่เราออกเรือไปถึงบ้านของโลมาก็เป็นประสบการณ์ที่มีค่ายิ่ง และทะเลขนอมก็ยังมีดีอีกมากให้นักท่องเที่ยวได้ชื่นชมตลอดทริปท่องทะเล
หรือเพิ่มเติมอีกตามนี้

พวกเรานั่งยิ้มกริ่มกลับมาที่ท่าเรือ ช่วยกันอุดหนุนสินค้าที่ระลึกเป็นการกระจายเม็ดเงินสู่ชุมชนกันหน่อย ที่จริงแล้ว ส่วนตัวเห็นว่าพวกเสื้อยืดตุ๊กตาไม่น่าสนใจเท่าของพื้นบ้าน หรือ พวกอาหารหรอกนะคะ ได้ซื้อปลากรอบ (หรือเขาเรียกปลาเค็ม ปลาแห้ง ไม่รู้เหมือนกัน) เป็นปลาอะไรไม่ทราบ ตัวเล็กๆขาวๆ เขาทอดไว้ให้ชิม ไม่เค็มมาก อร่อยดี มีวางอยู่ ๖-๗ ถุง เลยเหมามาทั้งหมด แล้วเขาให้ชิมมันกุ้ง เอามะม่วงเปรี้ยวๆมาจิ้ม อร่อยดี คล้ายๆกะปิหวาน เขาว่า เอาไว้ผัดข้าวก้ได้ เอ้า เอามาด้วย หมดไปกี่ร้อยบาทหรอกค่ะ แต่ตลกมาก เจ้าตัวเล็กที่ช่วยแม่ขายของ บอกให้แม่ปิดร้านได้เลย ไม่ขายต่อแล้วเหรอลูก สงสัยอยากไปเล่นเต็มทีแล้ว ^^
จะกระซิบว่า ปลากรอบนั่นอร่อยมากค่ะ ใครไปเที่ยว ซื้อกลับมาเถอะ ไม่ผิดหวังหรอก แต่มันกุ้งนั่น กลับมาบ้าน ทำไมไม่อร่อยเท่าตอนชิมที่นั่น ไม่รู้

เท่าที่สังเกต ชุมชนบ้านแหลมประทับนี่ ค่อนข้างเข้มแข็งและกลมเกลียวดี ตอนเรามาเช่าเรือ ก็ไม่มีอาการแย่งกัน เหมือนรู้คิวกัน หรือเขาแบ่งผลประโยชน์กันลงตัวก็ไม่รู้ เวลาชวนซื้อของ ก็ไม่เซ้าซี้ มีคำพูดคำจาที่ฟังแล้ว โอเค รับได้ ที่สำคัญ ชาวบ้านอัธยาศัยดีกันทั้งนั้นค่ะ ชอบ ^^ เลยจะประชาสัมพันธ์ให้เขาหน่อยว่า เขามีบริการ Home Stay ด้วยนะ กิจกรรมที่ทำนอกจากที่ป้านั่งเรือไปดูอะไรต่ออะไรที่เล่ามาแล้ว เขายังมีกิจกรรม ไปตกปลาทราย ลากอวนปลากระบอก เจาะหอย ?? จับกุ้งด้วยมือเปล่า(อันนี้น่าลองอะ) ซึ่งกิจกรรมต่างๆ อาจต้องเช็คนะคะว่าเดือนไหนทำอะไรได้บ้าง ติดต่อที่กลุ่มท่องเที่ยวบ้านแหลมประทับ ต.ท้องเนียน อ.ขนอม จ.นครศรีธรรมราช นะจ๊ะ