วันพฤหัสบดีที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2556

เมืองดอกบัว...อุบลราชธานี ^^

ฟังข่าวว่า น้ำท่วมอุบลราชธานี แล้วนึกถึงปี2554 ที่เราจะไปเที่ยวอุบลกัน เราไม่ใช่คนในพื้นที่ เราไม่รู้หรอกว่า ท่วมมากท่วมน้อย ท่วมปกติหรือท่วมน่ากังวล ปีนั้นพอจองตั๋วเครื่องบิน มีแต่คนทักว่าน้ำท่วม !! จะไปได้งัย  ก็น้ำท่วมกรุงเทพจนหลอนกันไปหมดนี่นะ พอเราไปถึงจริงๆ ถามเจ้าถิ่นเรื่องน้ำท่วม เขาหัวเราะ เพราะปกติเขาท่วมอยู่ทุกปี ตามริมน้ำมูล พอถึงหน้าน้ำ ชาวบ้านก็จะอพยพขึ้นมาอยู่บนถนนกัน โธ่ ใครจะทราบคะเราอยู่เมืองกรุง ประสาทเสียกับน้ำท่วมไปแล้ว แต่ปีนี้อุบลท่าจะท่วมจริง
 
ทริปเมืองดอกบัวนี่เกิดขึ้นเพราะ ป้าอยากจะไปดูทุ่งดอกไม้ป่ามาก กับอยากไปดูน้ำตกลงรู(ที่ตอนนี้โด่งดังจากสะครสาปพะเพ็ง) จึงซื้อรถเช่า ซื้อโรงแรมทอแสงโขงเจียมจากงานไทยเที่ยวไทยตั้งแต่ต้นปี 54 พอถึงเวลาปลายฝนต้นหนาว ก็หลอกล่อทุกวิถีทางให้สาวๆหลวมตัวไปด้วยกัน รวมตัวได้ 4 สาวๆ นั่งสบายๆในรถ 1 คันพอดี เราบินไปถึงอุบลช่วงเช้า จัดการเช่ารถ แล้วขับไปเช็คอินโรงแรมก่อน เพราะเราจะไปนอนโรงแรมทอแสงโขงเจียม ในตัวเมืองก็เลยนอนโรงแรมทอแสงอุบลไปด้วย เข้าโรงแรม หาที่กินข้าวกลางวัน ซึ่งแน่นอน เราขอลองชิมอาหารเวียดนาม ตกลงเลือก กอล์ฟเฟอร์เฮ้าส์ เพราะร้านนั่งสบาย อยู่ไม่ไกลโรงแรม

5555 กินกันไปกินกันมา ปาเข้าไปบ่าย 2 ถึงได้หยิบแผนที่มามองๆว่า บ่ายนี้เราจะไปไหนดี ระหว่างไปไหว้พระวัดในเมือง กับ ไปนอกเมือง เห็นมีพูดถึงปราสาทหินด้วย ชื่อปราสาทบ้านเบ็ญ ลองไปดูกันดีกว่าไม่เคยได้ยิน ขับรถวกไปวนมา ขับไปคุยไป ไม่ถึงสักที พอเริ่มสงสัยว่าหลงหรือเปล่า ก็เห็นป้ายบอกทางพอดี ไปถึงปราสาทตกสักบ่ายสี่แล้ว แสงกำลังสวยทีเดียว ตัวปราสาทไม่เหลืออะไรให้ดูสักเท่าไหร่ เห็นแต่ฐานศิลาแลง และปรางค์อิฐ 3 หลังเท่านั้น ถ้าถามก็จะบอกตรงๆว่า ถ้าเวลาไม่เหลือว่างจริงๆ ไม่ต้องมาที่นี่ก็ได้ค่ะ แต่ไหนๆเราก็มาแล้ว เจอแสงสวยๆ เราก็วนเวียนถ่ายรูปกันอยู่นานทีเดียว ^^




 
ขากลับ ยังอุตส่าห์แวะจอดถ่ายรูปหญ้าสีทองข้างทางอีกนะ บอกแล้วว่า แสงสวย...

 
เย็นวันนั้น เรากลับเข้ามาทานข้าวกับคุณพี่เจ้าถิ่นเมืองอุบล ขอบคุณที่เลี้ยงอาหารเมนูปลาอร่อยๆ แล้วจะพาไปกินขนมน้ำแข็งที่ร้านหน้า BigC อยากให้เราได้ชิมขนมจาวตาล แต่น่าเสียดายที่ไปถึงขนมหมดซะก่อน เสียดายจริง  แต่เราก็ได้แวะซื้อขนมปัง อาหารเล็กๆน้อยๆ เพราะน้องสาวคนสวยเมืองอุบล โทร.มาชวนให้ไปทำบุญถวายอาหารพระ ทำวัตรเช้ากันที่วัดป่านานาชาติ เพราะโชคดีว่าท่านชยสาโรมาเทศน์ที่นั่นพอดี เป็นบุญของพวกเราจริงๆ
 
สายๆก่อนออกเดินทางไปยังอำเภอโขงเจียม เราแวะมา brunch กันที่ Star Cup Coffee กาแฟดาวอร่อยดีค่ะ

ระหว่างทาง เราแวะเยี่ยมชมเขื่อนปากมูลด้วย แดดแรงจนอ่อนใจทีเดียว


ขับไปขับมาผ่านแก่งตะนะ ต้องแวะลงไปชมสักหน่อย ไปถึงกำลังมีถ่ายรายการหรืออะไรสักอย่าง ของวงโปงลาง รร.บ้านหนองคูณ เด็กๆแด๊นซ์กันไม่สนใจแดดเลย แต่ป้าๆขอหลบแดด ดูหลานๆก่อนละกัน 
 


 
สักพักก็ไม่ไหว หนีเข้าโรงแรม ว่ายน้ำเล่นให้เย็นใจดีกว่า
 
พักผ่อนกันจนพอมีแรงแล้ว ก็ตาลีตาเหลือกออกจากโรงแรมมาที่สะพานข้ามแม่น้ำมูล เพื่อชมวิวพระอาทิตย์ตกดินสวยๆ แต่...ก็ไม่ทัน แป่ว !! เหลือแต่แสงสวยๆไว้ให้ดูต่างหน้า
 
Dinner คืนนี้ ที่โรงแรม ริมแม่น้ำโขง อากาศดีม๊ากกกกก เย็นพอให้ห่มผ้ากันได้สวยๆ จิบ cocktail พอให้เลือดสูบฉีด นั่งคุยกันสบายๆ ตามบรรยากาศชิลๆ ก่อนจะแยกย้ายไปนอน แต่ตื่นแต่มืด ไปรอดูพระอาทิตย์ขึ้น แก้ตัว ^^


อาหารเช้าที่ทอแสงโขงเจียมรีสอร์ทนี่ มีให้เลือกเยอะดีค่ะ ทั้งฝรั่ง ไทย และพื้นเมือง ชอบๆ อยากกลับไปอีก 555

อิ่มกันแล้ว ก็เตรียมตัวพร้อมผจญภัย เรามุ่งหน้าไปดูดอกไม้ป่า ที่ลานน้ำตกสร้อยสวรรค์ก่อน กรี๊ดดดด ทุ่งดอกไม้ป่า สวยถูกใจ เป็นดอกไม้เล็กๆ ลีลาน่ารัก





เราต้องเดินลัดเลาะไปตามลานหิน วันนี้แดดดีจริงๆ ท้องฟ้าเป็นสีฟ้าสวย ข้างโขดหินมีลำธาร น้ำใสไหลเย็น เขาบอกว่า ถ้ามาเดือนหน้า ดอกไม้จะสวยกว่านี้ หุหุ



 

 
เพลียแดดจนไม่คิดจะเดินไปเล่นน้ำตกสร้อยสวรรค์ที่เห็นอยู่ไกลๆแล้วล่ะ เราไปเที่ยวต่อที่น้ำตกลงรู หรือ น้ำตกแสงจันทร์กัน ได้ยินชื่อน้ำตกลงรูมานานมากแล้ว เพิ่งมีโอกาสได้มา amazing มาก เราใช้เวลาที่นี่อยู่นาน ถ่ายรูปแล้ว ถ่ายรูปอีก จากถ่ายไกลๆ เข้าไปถ่ายใกล้ๆ แล้วออกมาถ่ายไกลๆอีก 555 คนมาแล้วไปหลายกลุ่มแล้ว แต่เรายังอยู่ ถ้าเอาเสื้อติดรถมา ก็จะลงเล่นน้ำเลยประมาณนั้น
นี่อะค่ะ รูที่น้ำตกลงไป
 
แล้วนี่ก้อคือ น้ำที่ตกลงมา


เขาว่าที่เรียกน้ำตกแสงจันทร์นั้น ก็เพราะสายธารน้ำตกที่โปรยละอองผ่านช่องหินลงมา เป็นสีนวลคล้ายแสงจันทร์ โดยเฉพาะในวันเพ็ญที่แสงจันทร์สาดส่องมาตรงรูหินพอดี ละอองธารน้ำตกจะเป็นประกายนวลสวยงามมาก ส่วนชื่อน้ำตกลงรูนั้น ก็ตรงๆตัวอยู่ น้ำที่ตกลงมาตามรูนั่นงัย
 
มัวเอ้อระเหยลอยชายอยู่นั่น จนมาไม่ทันดูพระอาทิตย์ตกดินที่ผาแต้ม ขับมาถึงทางเข้า ถนนก็มืดพอดี กว่าจะขับไต่ไปจุดชมวิว ก็มืดสนิท ได้รูปมาแค่นี้เอง อิอิ (ขอสารภาพว่า มันมืดจนคนขับแอบเสียวอยู่ในใจเลยล่ะ :P)

 
กลับถึงทอแสง หมดแรง... แยกย้ายกันไปพักผ่อน ป้ามานอนให้เขานวดอยู่พักนึง แล้วค่อยออกไปทานข้าวค่ำ แดดเมืองนี้แรงมาก ตัวดำไปแล้ว ส่วนน้องอีกคน ตัวแดงไปหมด กลับบ้านมา ต้องไปหาหมอเลย เพราะลอกทั้งตัว ^^
 
เช้าต่อมา หลังจากที่อิ่มหนำสำราญกันแล้ว เราเช็คเอาท์ เกิดปัญหาว่า น้ำมันใกล้หมด ขับรถแถวนี้  2 วัน ไม่เห็นวี่แววปั๊มน้ำมัน พอถามหา ขับตามที่เขาบอกทางให้ มันเป็นที่เติมน้ำมันแบบต่างจังหวัดไกลๆอะค่ะ ไม่มียี่ห้อ อึ้งๆ ไม่เคยเติมแบบนี้มาก่อน แต่จำเป็นนะ รู้งี้เติมตั้งแต่อำเภอใหญ่ก่อนเข้ามาโขงเจียมก็ดีหรอก
 
ก่อนจะออกจากโขงเจียม เราไปชมแม่น้ำสองสีกัน ดูได้จากวัดโขงเจียม แม่น้ำสองสีคือ จุดที่แม่น้ำมูลไหลมาลงแม่น้ำโขง แล้วสีของน้ำแตกต่างกันเห็นเป็นสองสี คือ สีปูน(แดง) กับสีคราม(น้ำเงิน)  เขาบอกให้จำง่ายๆว่า “โขงสีปูน มูลสีคราม”  วันที่เราไป สีครามเห็นไม่ค่อยชัดสักเท่าไหร่
 
จากโขงเจียม เรามุ่งหน้าต่อไปยังสามพันโบก ที่เขาให้สมญานามกันว่า Grand Canyon Thailand เชียวนะ รู้จักไหมคะ คิดว่าพวกเราน่าจะเคยเห็นสามพันโบกจากโฆษณาเที่ยวเมืองไทยยอดฮิตของพี่เบิร์ดกันแล้ว (ที่จริง คือ ของท.ท.ท.น่ะค่ะ) พี่เบิร์ด ทำให้เรารู้จักที่สวยๆของเมืองไทยเพิ่มขึ้นหลายแห่งเลย วันหลังจะเล่าเรื่องมอหินขาวที่ชัยภูมิให้ฟังนะคะ

ระหว่างทาง..ว๊ายๆๆๆ ดอกบัว จอดๆๆๆ ขอจอดถ่ายรูปดอกบัวในคูน้ำริมทางก่อน ตั้งแต่มา เพิ่งเจอดอกบัวนี่แหละค่ะ ชื่อเมืองอุบลทั้งที น่าจะรณรงค์ส่งเสริมให้ปลูกดอกบัวกันเยอะๆนะคะ

แล้วก็เห็นป้ายแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวเลยแวะเข้าไปดู เสาเฉลียง กันหน่อย ดูดึกดำบรรพ์และแร้นแค้นดี ^^
 


ถึงแล้วค่ะ สามพันโบก มาได้เวลาดีจริงๆ เที่ยง !! กินข้าวชมวิวสามพันโบกกันตรงนั้น ก่อนจะออกไปสู้แดดกันต่อ ที่นี่มียุวมัคคุเทศก์ มาเสนอบริการนั่งเรือชมสามพันโบกด้วยค่ะ

สามพันโบก  เป็นแก่งหินที่อยู่ใต้ลำน้ำโขงในช่วงฤดูน้ำหลาก  ประมาณเดือนกรกฏาคม เดือนตุลาคม  และโผล่พ้นน้ำอวดความงามให้นักท่องเที่ยวมาเยี่ยมชมได้  ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน มิถุนายน ทุกปี

เนื่องจากในช่วงฤดูน้ำหลากแก่งหินดังกล่าวจะจมอยู่ใต้บาดาล  และด้วยแรงน้ำวนกัดเซาะ  หินบางก้อนถูกกัดกร่อนคล้ายงานแกะสลักเป็นรูปสัตว์ รูปหัวใจ รูปมิกกี้เมาส์ และยังกัดเซาะแก่งหินกลายเป็นแอ่งเล็ก  ใหญ่ จำนวนมากกว่า 3,000  แอ่ง จนสถานที่แห่งนี้ถูกขนานนามว่า  สามพันโบก 
 
“โบก”เป็นภาษาของลาว  หมายถึงแอ่งหรือ บ่อน้ำลึกในแก่งหินใต้ลำน้ำโขง  ปัจจุบันสามพันโบก  กลายเป็นที่เพาะพันธุ์สัตว์น้ำจืด ในลำน้ำโขงตามธรรมชาติ   แหล่งใหญ่ที่สุด ช่วยรักษาระบบนิเวศน์และการขยายพันธุ์ของสัตว์น้ำในลำน้ำโขงให้อยุ่ได้อย่างสมดุล
 
อันนี้...สามป้าโบก คริคริ

ยุวมัคคุเทศก์ของเรา พานั่งเรือไปตามลำน้ำโขง ชี้ชวนชมจุดต่างๆ ที่จินตนาการเป็นรูปต่างๆ บางอย่างเราก็เห็นตามที่บอก แต่บางจุด มองเท่าไหร่ ก็มองไม่ออก....ฮา
 
ไม่เชื่อก้อดูรูปนี้สิ  คิดว่าเห็นตัวอะไรจากรูปนี้คะ อิอิ
 
ตอบ - หน้าลิงค่ะ น้องบอกว่า ลิงร้องไห้ด้วย เอ่อ...มองอยู่นานกว่าจะเห็นลิง !!
 
บางจุด น้องก็ให้เรือจอดแล้วพาเราปีนไปดูหินต่างๆ เป็นไกด์ที่ดีค่ะ คนนึงอธิบาย คนนึงคอยดูแลป้าๆ ช่วยรับช่วยดึงเวลาปีนไปตามโขดหิน แต่จริงๆแล้ว ป้าไม่กล้าให้หลานรับหรือดึงหรอก น้ำหนักตัวเท่านั้น เกรงว่าจะหล่นตามป้าไปซะมากกว่า อิอิ แต่ต้องยอมรับว่า ลักษณะของโขดหินต่างๆแปลกตาดี หินบางส่วนถูกน้ำกัดเซาะเป็นเหมือนปะการังทีเดียว ธรรมชาติช่างสรรค์สร้าง
 
หินปะการัง

 
บ่อน้ำมิคกี้เม้าส์
 
บ่อน้ำรูปหัวใจ กับน้องไกด์ Jack & Spy เดี๋ยวนี้ กลายเป็นเด็กฝรั่งกันไปหมดแล้ว
 
กินแตงโมไหมคร้า...
 
รอยอุ้งตีนหมี...เนาะ
 
ตำนานหินหัวสุนัข   ทางเข้าของแกรนด์แคนยอนแม่น้ำโขง  มีหินสวยงามลักษณะคล้ายหัวสุนัข  ซึ่งมีตำนานเล่าขานกันต่างๆ นานา  บ้างก็ว่า แต่ก่อนมีเจ้าเมืองเป็นผู้เรืองอำนาจประทับใจความงามของสามพันโบก  จึงได้ส่งเสนามาศึกษาเพิ่มเติม  เมื่อมาแล้วพบขุมทรัพย์เป็นทองคำ  จึงให้สุนัข เฝ้าทางเข้าจนกว่าเจ้าเมืองจะออกมา  เมื่อเจ้าเมืองได้เห็นสมบัติเกิดความโลภ  กลัวเสนาจะได้ส่วนแบ่งจึงได้ออกไปทางอื่น  สุนัขผู้ภักดีก็เฝ้ารออยู่ตรงนั้นจนตายในที่สุด  บางตำนานก็ว่าลูกพญานาคในลำน้ำโขงเป็นผู้ขุดเพื่อให้เกิดลำน้ำอีกสายหนึ่งและได้มอบหมายให้สุนัขเป็นผู้เฝ้าทางระหว่างการขุดจนกระทั่งสุนัขได้ตายลงกลายเป็นหินรูปสุนัขในที่สุด จะตำนานไหนก้อไม่รู้ล่ะ แต่มองแล้วเหมือนสุนัขจริงๆ
 
หัวนกอินทรี


 
ลาล่ะค่า...

จบจากสามพันโบกด้วยความประทับใจแล้ว เราก็มุ่งหน้ากลับเข้าตัวเมืองอุบล มาพักกันอีกคืนหนึ่ง ก่อนจะกลับในวันพรุ่งนี้ มาเมืองอุบลต้องขอกินข้าวร้านปลาทอง อร่อยค่ะ ชอบมาก ปลาส้มร้านนี้อร่อยฝุดๆ อาหารอื่นๆก็ดี จำได้ว่าวันนั้นทานปลาบึกต้มเค็มพริกไทยดำ เขายกมาให้เหมือนกินขาหมูเลย สุดยอด...พูดแล้วอยากไปกินอีกง่ะ
 
อิ่มแล้ว ก็มาเดินชมเทียนพรรษาที่ทุ่งศรีเมือง ย่อยอาหารกันก่อนกลับโรงแรม
 
ช่วงเช้า เรามีเวลานิดหน่อย เลยแวะวัดทุ่งศรีเมือง ไหว้พระกันก่อนขึ้นเครื่องกลับกรุงเทพ
หอไตร
 
หอพระพุทธบาท
 
ชอบภาพจิตรกรรมฝาผนังที่นี่



 
5 วัน 4 คืนที่อุบลราชธานี (17-21 พฤศจิกายน 2554) ขอบอกว่ายังเที่ยวไม่ทั่วเลยค่ะ อุบลเป็นเมืองใหญ่ มีอุทยานแห่งชาติถึง 3 แห่งด้วยกัน คือ ผาแต้ม, แก่งตะนะ และ ภูจองนางยอย ครั้งนี้ เราแค่ไปทางโขงเจียม ก็ยังเที่ยวไม่ทั่ว เช่นอยากขึ้นไปชมพระอาทิตย์ขึ้นที่ผาชนะได(ได้ยินชื่ออยู่เกือบทุกวัน) ก็พาตัวเองขึ้นไปไม่ไหวแล้ว อิอิ

เราหมายมั่นว่า เราจะกลับไปเยือนอีก เพราะนอกจากเรื่องเที่ยวแล้ว เรายังประทับใจอาหารอร่อย(ฮา..) ความสงบของเมือง ความมีเสน่ห์ และน้ำใจของคนอุบลที่น่ารัก ^___^  
 

^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^
เสาเฉลียงมีลักษณะคล้ายดอกเห็ด มีจุดกำเนิดและวิวัฒนาการมาจากหินทราย 2ยุค คือ หินทรายยุคไดโนเสาร์ (Jurassic Period) มีอายุประมาณ 180 ล้านปี และหินทรายยุคครีเตเชียส (Cretacecus Period) เกิดจากการกัดเซาะของน้ำ ลม และแสงแดด ต่อเนื่องเป็นเวลาหลายล้านปี ประกอบกับการเปลี่ยนแปลง(ยุบและยกตัว)ของเปลือกโลก และในขณะเดียวกัน ตะกอนของเนินหินทรายที่เหลือจากการชะล้างพังทลาย ก็เริ่มแข็งตัวขึ้นโดยลำดับ ซึ่งเรียกว่า ขบวนการสึกกร่อนและต้านทานทางธรรมชาติ ส่วนต้นของเสาหิน มีวิวัฒนาการมาจาก การสะสมตะกอนของหินทราย ในยุคไดโนเสาร์ โดยในยุคนั้น สภาพลมฟ้าอากาศ ไม่ค่อยเอื้ออำนวยต่อความแข็งและยึดตัวของเม็ดหินทราย


ยุคถัดมาคือ หินทรายยุคครีเตเชียส อันเป็นหินที่ทับอยู่ส่วนบนซึ่งแข็งแรง ทนต่อการสึกกร่อนได้ดีกว่าส่วนที่เป็นเสาหินท่อนล่าง ดังนั้น เมื่อถูกกัดกร่อนทีละเล็กละน้อยนานๆ เข้า ส่วนต้นของเสาหินจึงมีลักษณะสูงชะลูดคล้ายโคนเห็ด แต่หินส่วนที่ทับ หรือเกยทับอยู่ข้างบน จะไม่ติดเป็นเนื้อเดียวกับเสาหิน เพราะเกิดต่างยุคและต่างเงื่อนไขของสภาพแวดล้อม เป็นผลให้สามารถคงรูปใกล้เคียงสภาพเดิม ซึ่งมีลักษณะเป็นก้อนหินขนาดใหญ่ ยื่นคลุมเลยส่วนที่เป็นต้นเสาหินออกไปคล้ายดอกเห็ด นับเป็นประติมากรรมทางธรรมชาติชิ้นเอกร่วมกันของหินทรายทั้ง 2 ชุด ซึ่งก่อให้เกิดเสาหินกระจายอยู่มากกว่า 10 แห่ง โดยเฉพาะบริเวณภูกระบอ มีอยู่มากมายคล้ายสวนหิน
ชาวท้องถิ่นเรียกเสาหินที่คล้ายดอกเห็ดนี้ว่า "เสาเฉลียง" ซึ่งแผลงมาจากคำว่า"สะเลียง" เป็นภาษาส่วยที่หมายถึง "เสาหิน"


ข้อมูลบางส่วนจาก www.guideubon.com  , www.oceansmile.com


ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น