วันพุธที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2556

ไหว้พระ ๙ วัด รับปีใหม่...วัดที่ ๔..๕..๖..๗..

เช้าวันที่ ๒๓ ธันวาคม ๒๕๕๕ ที่นครสวรรค์ฟ้าใสมากมาย (แปลว่าแดดจัดมากๆๆๆน่ะค่ะ)

ทานอาหารเช้าตอนสายๆเสร็จแล้ว เราออกไปบึงบอระเพ็ดกันก่อน เพราะในหนังสือนำเที่ยวเมืองนครสวรรค์ที่อ่านเมื่อคืน บอกว่ามีบึงบัวให้ดูด้วย ไหนๆ ไม่ได้ไปดูทะเลบัวแดงที่อุดร เรามาดูดอกบัวกันที่นครสวรรค์แทนละกัน 

ไปถึง...ขับรถผ่าน อาคารแสุดงพันธ์สัตว์น้ำบึงบอะเพ็ดเฉลิมพระเกียรติ ๘๐ พรรษาไปก่อน จนเกือบถึงส่วนที่เป็นโรงแรมที่พัก มีที่ให้ติดต่อลงเรือไปชมบึง แต่พอจอดรถลงไปแล้ว หมุนๆมองหาคนอยู่พักนึง ถึงได้เจอ

คุยกัน เขาว่าเรามาสายไปแล้ว ถ้าอยากจะไปดูดอกบัว ควรจะมาเช้ากว่านี้ สัก ๗-๘ โมงเช้า รับรองว่าดอกบัวสวย แถมมีนกที่อพยพจากเมืองหนาวมาให้ดูด้วย เขามีรอบเล็กรอบใหญ่ให้ตัดสินใจเลือกนะคะ แล้วถ้าอยากจะสั่งอาหารไปทานบนเรือ ก็สั่งล่วงหน้าได้ด้วย เรือเป็นเรือใหญ่ค่ะ นั่งได้สัก ๑๐ คนละมัง มีโต๊ะกลางเรือ แล้วมีเก้าอี้ยาวสองฝั่ง ดูมั่นคงกว่าเรือหางยาวที่ป้าเคยนั่งชมนกชมบัวที่ทะเลน้อย ควนขนุน พัทลุง ตั้งเยอะ

เอางัยดีหว่า ถ้าจะดูบัว ก็ไม่ต้องไปแล้วพิจิตร อิอิ...อุตส่าห์หาข้อมูลมาซะดิบดี ไม่ไปซะงั้น แต่อย่างว่าแหละ ทัวร์ป้าตุ่ม เราพร้อมจะเปลี่ยนใจตลอดเวลา... เมื่อจะออกไปชมบึงแต่เช้า เราก็ควรจะนอนแถวนี้ เลยขับไปดูโรงแรมที่อยู่ข้างๆ ที่ดำเนินการโดยอบต. ห้องพักสบายใช้ได้ ราคาไม่แพง ก็เลยจองห้องสำหรับคืนนี้เสียเลย เช้าจะได้ไม่ต้องรีบร้อน พอได้ห้องพักเรียบร้อยก็คุยเรื่องสถานที่เที่ยว น้องควรทำการบ้านมากกว่านี้นะคะ ถ้าจะทำงานที่เกี่ยวกับการท่องเที่ยว แต่อย่างน้อย..น้องก็เอาแผนที่ให้เรา และบอกให้เราแวะดูต้นแม่น้ำเจ้าพระยา ทางผ่านก่อนกลับเข้าตัวเมือง

ต้นแม่น้ำเจ้าพระยา 

สมัยเป็นเด็ก ท่องหนังสือมาว่า แม่น้ำเจ้าพระยามีต้นกำเนิดจาก แม่น้ำปิง แม่น้ำวัง แม่น้ำยม และ แม่น้ำน่าน ไหลมารวมกันที่ “ปากน้ำโพ” จังหวัดนครสวรรค์ 
ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว แม่น้ำปิง กับแม่น้ำวัง ไหลมาบรรจบกันที่บริเวณ อ.บ้านตาก จ.ตาก  เป็นหนึ่งสาย  และ แม่น้ำยม กับแม่น้ำน่าน ไหลมาบรรจบกันที่ วัดเกยไชย อ.ชุมแสง จ.นครสวรรค์ เป็นอีกหนึ่งสาย แล้วแม่น้ำทั้งสองสายจึงค่อยมารวมกันอีกทีที่ปากน้ำโพ(หรือ..ปากน้ำโผล่) แล้วรวมเป็นหนึ่งเดียวของต้นกำเนิดแม่น้ำเจ้าพระยาตะหาก ^^


ที่บริเวณต้นน้ำนี้จะมองเห็นถึงความแตกต่างของแม่น้ำทั้งสองสายได้อย่างชัดเจนโดยแม่น้ำน่านจะมีสีแดงขุ่น แม่น้ำปิงจะมีสีเขียวคล้ำใสเมื่อรวมตัวเป็นแม่น้ำเจ้าพระยา สีน้ำจะค่อยๆ ผสมกลมกลืนเป็นสีเดียวกัน ในรูปนี้ไม่ค่อยชัดนะคะ แต่แม่น้ำสายที่อยู่ข้างบนนั่น เข้าใจว่าแม่น้ำปิงค่ะ ส่วนสายที่มาจากทางขวาล่างนั่น แม่น้ำน่าน

เราไปดูต้นน้ำนี้ที่ศาลเจ้าพ่อเทพารักษ์-เจ้าแม่ทับทิม ศาลเจ้าที่เก่าแก่ที่สุดของจังหวัดนครสวรรค์ ไม่ปรากฏหลักฐานที่แน่ชัดว่าสร้างมาแต่สมัยใด ทราบแต่เป็นที่เคารพสักการะของชาวบ้านมากว่า ๑๐๐ ปี และมีบันทึกว่า ผู้มีจิตศรัทธาได้นำระฆังเนื้อสัมฤทธิ์ผสมเงินจารึกด้วยภาษาจีนมาถวาย เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๑๓ 

ศาลเจ้านี้เป็นอาคารทรงเก๋งจีน หลังคาประดับด้วยมังกรคู่ชูลูกแก้ว ปลายสันหลังคาที่ทอดยาวลงมา สร้างเป็นหัวมังกรหงาย ภายในศาลประดิษฐานเทพปิ่นโถ่วกงอยู่ตรงกลาง เทพกวนอูอยู่ด้านขวา เจ้าแม่ทับทิมอยู่ด้านซ้าย 


เข้าไปสักการะเทพเจ้าแล้ว โดยมีคุณลุงคอยกำกับลำดับการสักการะ และคุณป้าคอยกำกับวิธีการจุดตะเกียงน้ำมัน (ป้าตุ่มใส่เสื้อสีเข้ากั๊นเข้ากันกะศาลเจ้า)

ก่อนไปเราก็ปล่อยเต่ากันก่อน(จะได้ไม่..ปล่อยไก่..เกี่ยวกันมั้ยเนี่ย) พ่อค้าสอนวิธีจับเต่า แล้วบอกให้โยนไปไกลๆ 
แหะ แหะ...กลัวเต่ากัด ^^ (กะแอบกลัวพลัดตกแม่น้ำ...ก็ไม่มีลูกกรงกั้นนี่ นึกถึงการ์ตูน แบบโยนของไปแล้วตัวไถลลื่นตกลงไปด้วย)

ไปดีเถอะนะ เต่าน้อย...


๔. วัดนครสวรรค์ อ.เมือง จ.นครสวรรค์

วัดนครสวรรค์ เดิมชื่อว่า วัดหัวเมือง เพราะสมัยโบราณก่อนจะเข้าถึงตัวเมือง ต้องผ่านวัดนี้ก่อน สร้างขึ้นราว พศ. ๑๙๗๒ ทางราชการได้เคยใช้สถานที่วัดนี้ประกอบพิธีถือน้ำพิพัฒน์สัตยา (มีศิลาจารึกเป็นหลักฐาน) เป็นที่พำนักอยู่จำพรรษาของเจ้าคณะจังหวัด เป็นสถานที่ใช้สอบธรรมและบาลีสนามหลวงตลอดมา นับว่าเป็นวัดคู่บ้านคู่เมืองมาแต่โบราณ

พระประธานในพระอุโบสถ ขนาดพระเพลากว้าง ๒.๕๐ เมตร สร้างด้วยทองเหลือง มีพระนามเรียกกันว่า “หลวงพ่อศรีสวรรค์” เล่ากันว่าขณะที่เททองอยู่นั้น ตอนเย็นใกล้ค่ำ มีลำแสงพุ่งออกจากองค์พระเป็นแสงต่างกันถึง ๖ สี เรียกว่าฉัพพรรณรังสี เป็นที่น่าอัศจรรย์ยิ่ง (@O@)

เท่าที่สังเกตดู หลวงพ่อศรีสวรรค์คงจะเป็นที่ศรัทธาของชาวเมืองมาก เพราะเห็นมีคนมากราบไหว้กันเยอะ รวมทั้งมีของมาเซ่นไหว้ในลักษณะแก้บนด้วย 



พระสองพี่น้อง หรือ พระผู้ให้อภัย เป็นพระพุทธรูปองค์ใหญ่ ๒ องค์ นั่งหันหลังให้กัน คาดว่าสร้างตั้งแต่สมัยอยุธยา ด้วยพิจารณาจากรูปทรงของพระพุทธรูป และอิฐที่ใช้สร้าง

แต่สาเหตุที่สร้างพระพุทธรูปหันหลังให้กันนั้น ไม่มีระบุไว้แน่ชัดที่ไหน จึงมีการบอกเล่ากันต่อๆมาหลายเรื่อง เช่น เรื่องทางธรรมว่ามีความหมายถึงการเกิดและการตาย บางเรื่องก็เป็นเรื่องทางโลกว่า เจ้าบ่าวเจ้าสาวจะเข้าพิธีแต่งงาน แห่ขันหมากกันมาแล้วเกิดวิวาทอย่างไม่มีวันคืนดีให้กัน หลังจากนั้นจึงมีการสร้างพระเป็นอนุสรณ์ (ส่วนของคุณชายธราธร ตกลงกันไม่ได้ มีแต่คนแฮปปี้นะคะ...อิอิ) ส่วนอีกเรื่องหนึ่ง มีคนเล่าว่า พม่าเป็นผู้สร้าง เมื่อยกทัพมาถึงเมืองนี้ เมื่อสงครามยุติ ก็สร้างเป็นอนุสรณ์ ที่หันหลังให้กันนั้น อาจมีความหมายว่า เป็นการให้อภัยไม่ต้องจองเวรจองกรรมกันอีกต่อไป ชาวบ้านถึงเรียก "พระผู้ให้อภัย"

สำหรับป้า ฟังดูไม่เห็นเข้าเค้าสักเรื่อง แต่ที่แน่ๆคือ ไม่เคยเห็นมีการสร้างพระพุทธรูปหันหลังให้กันที่ไหนมาก่อนเลย

ก่อนจะออกจากวัด ตรงที่จอดรถมีคนพิการนั่งขายล็อตเตอรีคุยกันอยู่ ๒ คน (โดยปกติป้าตุ่มไม่ค่อยได้ซื้อหรอก) ก็ลองเลือกดูหน่อย เลือกได้ก็หยิบ กลายเป็นไปหยิบแผงของคนที่ไม่ได้พิการ แป่ว !!! หน้าแตกเล้ย ๕๕๕๕ แต่เมื่อตั้งใจแล้ว เลยต้องหันไปซื้อจากอีกแผงนึงเพิ่ม (ไม่ถูกอีกตะหาก >"<)

ออกจากวัดมาก็ใกล้เที่ยง เลยขับรถไปร้านอาหารดั้งเดิมของเมืองนครสวรรค์ สมัยเมื่อ ๑๐ ปีที่แล้ว ที่เริ่มออกทำงานภูมิภาคใหม่ๆ ตัวแทนที่นครสวรรค์บอกว่า เมืองนี้ไม่ค่อยมีร้านอาหารรับของแขก ร้านนี้เป็น ๑ในไม่กี่ร้าน เมนูเด็ด คือ ทอดมันค่ะ ขนาดเวลาพูดว่านัดร้านไหน ก็จะบอกว่า "หน้าผา ปลาทอดมัน" เมนูอื่นๆที่จำได้ว่าอร่อยคือ เชิงปลากรายทอดกระเทียม ลูกชิ้นปลากราย กับอาหารปลาๆทั้งหลาย ครั้งนี้เรามากันสองคน ชิมได้ไม่กี่อย่าง ทอดมันยังอร่อยเหมือนเดิม แต่ทำไมต้มยำเปรี้ยวววววซะเหลือเกินก็ไม่รู้ ;)

อิ่มออกมา ป้าตุ่มก็ขับรถไปดูร้านน้ำพริกเผาเจ้าเก่า สมัยก่อนต้องแวะซื้อกลับเป็นของฝาก ร้านอยู่ริมถนนโกสีย์ เหมือนร้านหน้าผาแหละค่ะ ไปถึงเกือบจำไม่ได้ เมื่อก่อนเป็นเพิงหน้าบ้านเล็กๆ เดี๋ยวนี้ปรับปรุงเป็นร้าน มีหน้าร้านอย่างดี ทำ packaging ในกระปุกจัดเป็นเซ็ทอย่างดี มี facebook ด้วย ป้าชอบน้ำพริกกุ้งมะขามเปียก กับ น้ำพริกเผาค่ะ อร่อย...ออกดีใจที่เห็นการพัฒนาของธุรกิจครอบครัวเล็กๆก้าวหน้าตามสมัยได้แบบนี้ อ้อ เขาชื่อ "น้ำพริกสามพี่น้อง"ค่ะ

๕. วัดจอมคีรีนาคพรต อ.เมือง จ.นครสวรค์

ที่จริงนครสวรรค์มีวัดเยอะมาก แต่เราดูแผนที่แล้วงงๆ เลยเลือกมาวัดนี้ เพราะเห็นป้ายวัดชัดเจนบนถนนพหลโยธิน ก่อนข้ามสะพานเดชา(ถ้ามาจากกรุงเทพอะนะ) วัดนี้มีชื่อหลายชื่อมากเลยค่ะ ตามเรื่องราวต่างๆกันไป
- วัดลั่นทม เพราะมีต้นลั่นทมเต็มไปหมด แต่ตอนที่เราไป ลั่นทมมีแต่กิ่ง ใบร่วงหมด ^^

- วัดเขา หรือ วัดเขานครสวรรค์ เพราะสมัยโบราณในนครสวรรค์ มีวัดนี้เพียงวัดเดียวที่สร้างอยู่บนเขา
- วัดเขาบวชนาค เพราะสมัยก่อนวัดนี้เพียงวัดเดียวที่มีพระอุโบสถถูกต้องตามพระวินัยให้บวชนาคได้
- วัดจอมคีรีนาคพรต ก็เพราะเชื่อว่า วัดนี้มีพญานาคซึ่งเป็นเทพชั้นผู้ใหญ่มาบำเพ็ญพรต(รักษาศีล)และอารักขา  แม้ในซุ้มเรือนแก้วของอุโบสถก็มีรูปนาค ๓ เศียรทั้งสองข้าง

เราจอดรถไว้ที่เชิงเขา แล้วเดินขึ้นบันไดมา !!! ไม่อยากเชื่อเลยว่าจะขึ้นถึง เหนื่อยยย แฮ่กๆ 
พอขึ้นมาถึงพบว่า บริเวณวัดเงียบมากกก...มีแต่เศษใบไม้ร่วงปลิวตามลมเกลื่อน คงเป็นเพราะหน้าแล้งด้วยล่ะ จึงดูแห้งแล้งมาก ระหว่างที่อยู่ในวัด เจอพระแค่รูปเดียวนั่งอ่านตำราอยู่ กับคนมาเที่ยวแค่ ๒ คู่ แต่บนนี้วิวสวยค่ะ มองกลับไปในเมืองชัดเจนดี

สิ่งที่สะดุดตาที่สุด คือ พระอุโบสถ ที่ปิดป้ายไว้ว่า"โบสถ์เทวดาสร้าง"
เขามีตำนานว่า  เมื่อชาวบ้านเริ่มสร้างอุโบสถ ได้ติดตั้งเสาพร้อมเครื่องบนให้เป็นรูปโครงของอุโบสถ ตกกลางคืนก็ได้ยินเสียงมโหรีปี่พาทย์ มีเสียงอึกทึกครึมโครมและแสงสว่าง ซึ่งสว่างไปทั่วบริเวณยอดเขา ชาวบ้านต่างพากันแปลกใจจึงปลุกกันลุกขึ้น ทุกคนได้ยินเสียงนั้นเหมือนกัน ด้วยความสงสัยจึงพากันไปดูก็ปรากฏแก่ตาว่า งานที่ทำค้างไว้นั้นสำเร็จหมดและไม่ปรากฏว่ามีใครเข้าไปทำเลยแม้แต่คนเดียว คือไม่พบมนุษย์ผู้ใดในที่นั้นเลย จึงเป็นที่แปลกประหลาดมหัศจรรย์มาก พวกชาวบ้านจึงหยุดการก่อสร้างไว้เพียงเท่านั้น  เพราะเห็นว่าเทวดาลงมาสร้างไว้สำเร็จแล้ว (@o@)

โบสถ์นี้มีลักษณะเป็นรูปศาลาโถง ไม่มีผนังทั้งสี่ด้าน ทรงแบบโบราณ เครื่องบนเป็นไม้สักล้วน มุงกระเบื้อง มีลักษณะแปลกตาคือ มีชายคาที่ต่ำกว่าโบสถ์ทั่วไป เป็นการบังคับกลายๆ ว่า เมื่อจะเข้าไปกราบพระประธานภายใน ต้องก้มหัวคืออ่อนน้อมถ่อมตนเข้าไปเท่านั้น ถ้าไม่ก้มจะได้รับอันตรายคือศีรษะจะชนชายคาโบสถ์ เป็นปริศนาธรรมว่า เมื่อจะเข้าไปในสถานที่ใด ๆ ให้อ่อนน้อมถ่อมตนเข้าไป  ถ้าไม่ถ่อมตน  จะได้รับอุปสรรคหรืออันตรายจากที่นั้น ๆ

และก็ปราศจากประตู หน้าต่าง และฝาผนัง (ลูกกรงเหล็กเพิ่งจะสร้างทีหลังเพื่อกันขโมย) ความจริงแม้โบสถ์หลังนี้จะมีขนาดเล็ก  แต่เมื่อเป็นโบสถ์โล่งโถงไม่มีฝาผนัง  จึงเป็นโบสถ์ที่บรรจุหรือรองรับคนได้ไม่จำกัด  เพราะความจุของโบสถ์หลังหนึ่งๆ จะถูกจำกัดด้วยฝาผนัง แต่โบสถ์หลังนี้ไม่มีฝาผนัง  ดังนั้นความจุจึงไม่ถูกจำกัด  นี่คือคำเฉลยปริศนาของคนโบราณที่ว่า โบสถ์เทวดาสร้าง จุคนได้ไม่เคยเต็ม คติการสร้างโบสถ์แบบนี้ เป็นการสร้างแบบชาวพุทธโบราณในยุคทวาราวดีและสุโขทัย

พระศรีสรรเพชญ์ พระประธานในซุ้มเรือนแก้ว เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัยสมัยทวาราวดี (ขอมโบราณ) อายุประมาณพันปีเศษ พระพักตร์ทำนองพระพุทธรูปสมัยเชียงแสน สถิตในซุ้มเรือนแก้วมีหัวนาค ๓ เศียร เป็นศิลปะแบบขอม 

ด้านหลังพระประธาน มี พระพุทธธัญดร พระปางลีลาในซุ้มเรือนแก้ว เป็นศิลปะทวาราวดี เพราะว่ายกพระหัตถ์คือมือข้างขวาขึ้นมาที่อุระ(อก)  ถ้าเป็นศิลปะสุโขทัยจะยกมือซ้าย (เออ..เนอะ ปกติเราไม่เคยสังเกตเลยว่าพระปางลีลายกหัตถ์ข้างไหน ตอนนี้เลยสงสัยว่าพระที่พุทธมณฑลยกหัตถ์ด้านไหนกัน..)
พระปางลีลาที่มีลักษณะอย่างนี้ อยู่ในโบสถ์หลังพระประธานเช่นนี้ มีเพียงแห่งเดียวในประเทศไทย  (Unseen  Thailand)

ที่จริงวัดนี้ โบสถ์หรือวิหาร ก่อสร้างไว้สวยๆ แต่ดูเหมือนไม่ได้รับการทำนุบำรุง ทำให้ดูไม่ค่อยงามตาเท่าที่ควร ยกเว้นตรงโบสถ์เทวดาสร้าง ที่เราเข้าไปนั่งอยู่ข้างในแล้วชอบ



พระพุทธบาท ๔ รอย ตอนแรกที่เห็นป้าย ไม่เข้าใจว่าเป็นอย่างไร จนกระทั่งเข้ามายืนดู..สักอึดใจ จึงเข้าใจว่า หมายถึงซ้อนกันลึกลงไป ๔ ชั้นนี่เอง


๖. วัดวรนาถบรรพต อ.เมือง จ.นครสวรรค์

ตั้งอยู่เชิงเขากบ จึงมักเรียกว่า วัดเขากบ เป็นวัดดั้งเดิมแต่สมัยสุโขทัย ซึ่งนอกจากจะมีศิลาจารึกกล่าวถึงพญาธรรมิกราช คือพระเจ้าลิไทแห่งกรุงสุโขทัยได้นำเอารอยพระพุทธบาทจำลองที่ได้มาจากลังกาทวีป มาประดิษฐานไว้บนยอดเขาปากพระบาง คือยอดเขากบแล้ว ยังมีปูชนียวัตถุสมัยนั้นอีก เช่น เจดีย์ใหญ่ทรงระฆังครอบ 

และ..พระพุทธไสยาสน์ยาวประมาณ ๑๐ วาเศษ


ในวิหารมีรูปหล่อหลวงพ่อทอง ที่เคารพนับถือของชาวนครสวรรค์อย่างมาก

ตอนเรามาถึง เห็นโบสถ์ปิดประตูอยู่ แต่พอจะกลับ เห็นเณรท่านขึ้นไปกวาดลานโบสถ์ และเปิดประตูโบสถ์ไว้ จึงรีบขึ้นไปด้วยความที่อยากเห็นภายใน พอเข้าไปแล้ว ออกจะ...แปลกใจ โบสถ์ด้านนอกดูงามวิจิตร แต่ภายในเรียบมาก และความที่ไม่มีคน รู้สึกนิ่งมากๆ


ที่วัดนี้ เห็นมีเณรเยอะมากทีเดียว เห็นวิ่งบ้างเดินบ้างไปกวาดลานวัด คุยกันหัวเราะกันเสียงดังเชียว น่ารักมาก ส่วนด้านหน้า เห็นมีเด็กนักเรียนซ้อมกีฬากันอยู่ ให้นึกถึงที่ว่ามาถึงสมัยนี้ วัดก็ยังเป็นศูนย์รวมของชุมชน เป็นแหล่งดำเนินกิจกรรมสังคมต่างๆ

นอกจากบริเวณเชิงเขาแล้ว วัดเขากบยังมีรอยพระพุทธบาทจำลอง อยู่บนยอดเขากบอีกด้วย แต่ครั้งนี้ไม่ได้ขับรถขึ้นไปดู เขาว่าขึ้นไปแล้วจะเห็นวิวเมืองนครสวรรค์ชัดเจน ซึ่งเราไม่ได้ขึ้นไปดูหรอก กะว่าจะไปดูวิวเมืองจากอีกทีหนึ่งมากกว่า 

ที่นี่ค่ะ...หอชมเมือง...นครสวรรค์ก็มีหอชมเมืองนะคะ ไม่ใช่ว่าจะมีแต่ที่บรรหารบุรี 

หอชมเมืองตั้งอยู่บนยอดเขาดาวดึงส์ค่ะ สร้างเสร็จเมื่อปี ๒๕๕๑ สูง ๓๒ เมตร ประมาณตึก ๑๐ ชั้นได้ค่ะ ที่ชั้นล่าง เป็นประชาสัมพันธ์ ชั้น ๒ เป็นร้านกาแฟ มีของ otop ขายเล็กน้อย แล้วก็ให้ขึ้นลิฟต์ไปชั้นบนสุด เป็นห้องกระจกรอบทิศ ติดแอร์เย็นสบาย จากตรงนี้มองเห็นวิวเมืองนครสวรรค์ชัดเจน เราไปกันตอนบ่ายเกือบเย็น วิวด้านทิศตะวันออก ที่เป็นวัดคีรีวงศ์สวยทีเดียว ใครผ่านมา น่าแวะขึ้นไปค่ะ ค่าเข้าชมไม่กี่บาทเอง(แต่จำไม่ได้ว่ากี่บาท ^^)

๗. วัดคีรีวงศ์ อ.เมือง จ.นครสวรรค์

ตามเคยค่ะ วัดนี้เป็นวัดเก่าแก่สร้างมาตั้งแต่ปลายสมัยสุโขทัย แล้วรกร้างเสื่อมโทรม มาจนกระทั่งปี ๒๕๐๔ มีพระธุดงค์มาพบเข้า จึงแจ้งต่อกรมศาสนาเข้ามาบูรณะ และชักชวนประชาชนสร้างกุฏิเล็กๆที่เชิงเขา เขาเล่าว่า แรกๆพระธุดงค์ที่มาเริ่มสร้างวัดถูกต่อต้านจากชาวบ้านที่ครอบครองที่แถวนั้นอยู่ แต่ภายหลังเมื่อกรมการศาสนาเข้ามาพัฒนา จัดตั้งเป็นศูนย์เผยแผ่พระพุทธศาสนา ปัจจุบันก็กลายเป็นวัดที่คนนิยมมาปฏิบัติธรรมกันอย่างมาก 

ที่วัดนี้มีองค์พระเจดีย์ทองเหลืองขนาดใหญ่สวยงามมาก ชื่อ"พระจุฬามณีเจดีย์" ท่านเจ้าอาวาสหลวงพ่อมหาบุญรอดได้ริเริ่มสร้างเมื่อปี ๒๕๒๔ มาเสร็จเรียบร้อยเอาเมื่อไม่กี่ปีนี้เอง 

ด้านฐานเจดีย์มีทั้งหมด ๔ ชั้น
ชั้นที่ ๒ เต็มไปด้วยรูปหล่อขนาดเท่าองค์จริงของพระชื่อดังทั้งหลายของเมืองไทย สำหรับให้ประชาชนสักการะบูชา
ชั้นที่ ๓ ประดิษฐานพระพุทธรูปจำลองที่สำคัญต่างๆ เช่น พระแก้วมรกต พระพุทธชินราช พระพุทธโสธร เป็นต้น เรียกว่า มาที่นี่ที่เดียว ได้กราบพระทุกองค์เลยค่า
ชั้นที่ ๔ ประดิษฐานพระสารีริกธาตุ และโดมเจดีย์วาดภาพพุทธประวัติไว้สวยงาม


ที่ชั้น ๔ นี้ สามารถเดินออกมาชมวิวได้ด้วย วิวสวย ลมเย็นดีเหลือเกิน


หลวงพ่อเวียงจันทร์....จำได้ว่า คุณลุงที่นั่งเฝ้าบันไดในพระเจดีย์ ย้ำให้มากราบท่านเป็นพิเศษ แต่ตอนนี้ นึกไม่ออกว่าเรื่องราวของท่านเป็นอย่างไร สงสัยต้องกลับไปถามใหม่ ๕๕๕๕

เราอยู่จนถึงเวลาที่เขาจะปิดพระเจดีย์แล้ว จึงได้ลงจากเขา เข้าตัวเมืองกัน เราจะแวะไปอุทยานสวรรค์สักหน่อย...แล้วก็ ได้แวะหน่อยเดียวจริงๆ :)
ตั้งใจจะเดินเล่นออกกำลังสักหน่อย เพราะอากาศกำลังเย็นลมพัดแรงเชียว แต่พอจอดรถ เดินเข้าไป เจอมังกร ถ่ายรูปได้ ๒ รูปแค่นั้น

แล้ว..ฝนก็ตกลงมา โชคดีว่าอยู่ใกล้ศาลาเลยมีที่ให้หลบฝน ฝนตกอยู่พักนึง พอหยุด เราก็เลยออกไปหาข้าวต้มใส่ท้องก่อนกลับโรงแรมที่ริมบึงบอระเพ็ด 


นี่ไงคะ..ห้องพัก สบายจังค่า ราตรีสวัสดิ์ ฝันดีน๊า ^^ พรุ่งนี้เราจะตื่นกันแต่เช้า ไปดูดอกบัวกัน


(ขอบคุณข้อมูลจาก www.paitaew.com , WWW.INTARAM.ORG , www.moohin.com)

วันจันทร์ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2556

ไหว้พระ ๙ วัด รับปีใหม่...๓ วัดแรก

ไหว้พระ ๙ วัด รับปีใหม่ ๒๒-๒๔ ธันวาคม ๒๕๕๕

ใกล้จะสิ้นปีแล้ว ตั้งใจว่าปีนี้จะไปดูทะเลบัวแดงที่อุดรธานี ก็ให้อ่านเจอในหนังสือพิมพ์ว่า บัวแดงถูกผลกระทบจากภัยแล้ง ทำให้ดอกบัวออกน้อยกว่าปกติ เช็คไปทางน้องทางนั้น เขาก็ว่าจริง ..ไม่เป็นไร ไปที่อื่นก็ได้ ปีหน้าค่อยไป.. อิอิ 


ฉะนั้น คว้าแผนที่มาดูซิ เรายังไม่เคยไปจังหวัดไหนบ้าง เอาใกล้ๆหน่อยก็ดี จะได้เรื่อยเปื่อยตามอารมณ์ นี่งัย พิจิตร ไปเมืองชาละวันกันดีกว่า..  ที่เที่ยวมีตั้งหลายแห่ง ทั้งวัด ทั้งโบราณสถาน นกกระจอกเทศก็มีให้ดู ตกลงๆ ออกเดินทางกันวันเสาร์ที่ ๒๒ ธันวาคมนะจ๊ะ โรงแรมเหรอ.. จองสักคืนก็ได้มั้ง คืนวันอาทิตย์นะ ส่วนคืนวันเสาร์ ค่อยดูกันอีกทีว่าจะนอนไหน ค่ำไหนนอนนั่นละกัน..


แล้วเราก็ออกเดินทางกันหลังอาหารกลางวัน ไม่มีแผนเลยว่าจะไปไหนบ้าง รู้แต่ว่า ขับไปทางอยุธยา ไปจนถึงนครสวรรค์ แล้วต่อไปพิจิตร ^^ ชอบซะจริง เหมือนได้ผจญภัย(แบบหลอกๆ) 

ระหว่างทาง เห็นสถานที่อะไรไม่รู้ รั้วยาววววเชียว แวะหน่อยๆ...อนุสาวรีย์สมเด็จพระศรีสุริโยทัย ที่ทุ่งมะขามหย่อง...น่ะเอง จำได้แล้ว ที่ในหลวงท่านเสด็จมางัยคะ ตอนนั้นยังอยากจะมาเฝ้ารับเสด็จเลย เพิ่งรู้ว่าอยู่ตรงนี้นี่เอง 




ใครจะมา แนะนำให้มาเย็นๆ น่าจะดี เพราะมีสระน้ำกว้าง บรรยากาศคงสวย แต่ตอนนี้ แดดแรงมากครับ พี่น้องครับ แสบผิวกันเลย (ก็ประมาณบ่ายโมงเศษๆเองน่ะ)

แต่แล้ว ในสภาพแดดร้อนๆ เราก็ชุ่มชื่นด้วยน้ำใจคนไทย คือระหว่างที่เข้าไปกราบท่าน คุณผู้ชายคนหนึ่งที่ไปเที่ยวเหมือนเรา เห็นเราจะกราบมือเปล่า(ก็ไม่มีขาย เราก็จะกราบด้วยใจน่ะค่ะ) เธอเลยเอื้อเฟื้อธูปให้เรา พร้อมไฟแช็คเสร็จสรรพ กำชับด้วยว่าธูปต้องคนละ ๙ ดอกนะครับ เธอว่าเธอพกติดรถไว้ เผื่อผ่านไปไหน แวะลงไปกราบพระ กราบสิ่งศักดิ์สิทธิ์...น่ารักดีจัง... ขอบคุณนะคะ


แน่ะ ป้ายเลี้ยวซ้ายไปจ.อ่างทอง ไปกันมั้ย..ตามเคย เพื่อนร่วมทางแสนดี ไม่มีปฏิเสธ พอเลี้ยวไป เห็นป้ายวัดป่าโมก ชื่อคุ้นๆหูนะ เราตั้งใจจะไหว้พระให้ครบ 9 วัดนี่ เริ่มที่อ่างทองเลยละกัน ขับไปตามป้ายบอกทางละค่ะ ที่ป้ายจะเขียนวงเล็บไว้ด้วยว่า “หลวงพ่อโต(พูดได้)” ทำให้เราอยากรู้มากว่าพูดได้อย่างไร

วัดที่ ๑ : วัดป่าโมกวรวิหาร อ.ป่าโมก จ.อ่างทอง

ตามป้ายมาเรื่อยๆก็ถึงวัด อยู่ริมแม่น้ำค่ะ บรรยากาศในวัดเงียบๆ มีคุณลุงนั่งโขกหมากรุกกันอยู่ ๕-๖ คน มีแม่ชีดูแลเรื่องดอกไม้ธูปเทียน แม่ชีชวนให้มาสวดมนต์ข้ามปีด้วยค่ะ ^^ อ่านป้ายแนะนำวัด พบว่าวัดนี้มีมาตั้งแต่สมัยอยุธยา สิ่งสำคัญคือ พระพุทธไสยาสน์ และ มณฑปพระพุทธบาท เราเข้าไปกราบพระพุทธไสยาสน์ก่อน 

เป็นพระพุทธไสยาสน์ที่งดงามมากองค์หนึ่ง ชอบพระพักตร์ท่าน เหมือนอมยิ้มนิดๆ ดูแล้วสบายใจ ความยาวจากพระเมาลีถึงปลายพระบาท ประมาณ ๑๒ วา ( ๒๒.๕๘ เมตร) ก่ออิฐถือปูนปิดทอง ไม่ปรากฏหลักฐานการสร้างและใครเป็นผู้สร้าง แต่มีในพระราชพงศาวดารในสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ว่า ก่อนพระองค์จะยกทัพไปรบกับพระมหาอุปราช ได้เสด็จมาชุมนุมพลและถวายสักการะบูชาก่อนยกทัพไปตีพม่า 

ต่อมา ด้วยองค์พระพุทธไสยาสน์และพระวิหาร ซึ่งตั้งอยู่ริมแม่น้ำและเป็นคุ้งน้ำ น้ำจึงเซาะตลิ่งพังลงไปจนใกล้ถึงองค์พระ สมเด็จพระเจ้าท้ายสระจึงได้โปรดเกล้าฯ ให้พระราชสงครามเป็นนายกองดำเนินการชะลอพระพุทธไสยาสน์ ให้ลึกเข้ามาจากฝั่ง ๔ เส้น ๔ วา แล้วสร้าง พระวิหารสำหรับพระพุทธไสยาสน์ใหม่

นอกจากนั้นยังมีโคลงพระราชนิพนธ์ในสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกษฐ์ เรื่อง การชะลอพระพุทธไสยาสน์ เมื่อครั้งเป็นกรมพระราชวังบวร ฯ นิพนธ์ ถวายสมเด็จพระบรมเชษฐาธิราช เป็นจำนวนโคลง ๑๒๘ บท มีสำนวนตามบทที่ ๒ ดังนี้
                            ตะวันลงตรงทิศทุกัง          แทงสาย

                            เซราะฝั่งพงรหุรหาย          รอดน้ำ

                            ขุดเขื่อนเลื่อนทลมทลาย    ริมราก

                            ผนังแยกแตกแตนซ้ำ         รูปร้าวปฏิมา

รอบๆองค์พระนอน มีพระพุทธรูปตั้งเรียงราย มีรูปวาดเล่าเรื่องการชะลอย้ายองค์พระมายังที่ตั้งวิหารใหม่ แต่ไม่มีป้ายตรงไหนที่อธิบายคำว่า “หลวงพ่อโต(พูดได้)” อยากรู้ๆๆอะ :( เดินคิ้วขมวดต่อมายังมณฑปพระพุทธบาท (-"-)

เข้ามาเจอคุณป้าที่เฝ้ามณฑป เธอจึงเล่าให้ฟังว่า สมัยพระพุทธเจ้าหลวง มีเรื่องโจษจันกันว่า พระนอน ที่วัดป่าโมกพูดได้ มีทั้งพระและฆราวาสได้ยิน ท่านบอกตำรายา ซึ่งนำไปรักษาคนไข้หาย ความทราบถึงพระเนตรพระกรรณ พระองค์จึงได้เสด็จมานมัสการองค์พระนอน... อ้อ กระนี้เอง ขอบคุณค่ะ ป้าขา (ป้าใจดีมากเลย ดูลายมือให้ด้วยล่ะ อิอิ)

วัดที่ ๒ : วัดขุนอินทประมูล อ.โพธิ์ทอง จ.อ่างทอง

ที่วัดป่าโมกมีแผนที่ท่องเที่ยว จ.อ่างทอง เรายืนดูกัน มีที่ที่เราอยากไปมาก คือ วัดม่วง แต่ดูจะออกนอกเส้นทางที่เราจะขึ้นเหนือไปนครสวรรค์อยู่นะ จึงตัดสินใจไปวัดขุนอินทประมูลดีกว่า คิดว่าเคยไปมาเมื่อหลายๆปีก่อน (รึเปล่าน๊อ..) จำภาพพระนอนองค์ใหญ่ ประดิษฐานอยู่กลางแจ้ง มีเสาอิฐเรียงรายอยู่รอบๆได้ ระหว่างทาง ก็ขับวนๆหลงๆบ้าง ^__^

มองจากถนนเข้าไปเห็นเจดีย์หรืออะไรไม่รู้ สวยดี แต่ไม่ได้แวะหรอกค่ะ มาค้นจากเน็ตภายหลังพบว่า คือ พระธาตุเจดีย์ศรีโพธิ์ทอง วัดท่าอิฐ

พอเจอวัดเลี้ยวเข้าไปตามถนน นาข้าวเขียวววว สวยยยย ไปไหว้พระก่อนละกันนะคะ เลี้ยวเข้าวัด เห็นมีก่อสร้างโบสถ์ใหญ่โตด้านข้าง แต่เราไม่ได้แวะดู(กลับบ้านมาอ่านเจอในเน็ตว่า เป็นพระอุโบสถใหม่ มูลค่าก่อสร้าง ๑๐๐ ล้านบาท เป็นโบสถ์ hitech มีทั้งลิฟต์ บันไดเลื่อน เบาะนั่งไฮโดรลิก !!!) 

เราขับมุ่งตรงเข้าไปจอดหน้าองค์พระเลย จอดรถเสร็จ เงยหน้ามอง...อึ้ง !!! เขากำลังบูรณะอะ ยังไม่แล้วเสร็จเลย แป่ว  

วัดนี้เป็นวัดโบราณ สร้างขึ้นในสมัยกรุงสุโขทัย พิจารณาจากซากอิฐแนวเขตเดิมคะเนว่าเป็นวัดขนาดใหญ่ เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธไสยาสน์ ที่ใหญ่และยาวที่สุดในประเทศไทยมีความยาวถึง ๕๐ เมตร (๒๕ วา) เดิมประดิษฐานอยู่ในวิหารแต่ถูกไฟไหม้ปรักหักพังไป เหลือแต่องค์พระตากแดดตากฝนอยู่กลางแจ้งมานานนับเป็นร้อยๆปี องค์พระพุทธรูปมีลักษณะและขนาดใกล้เคียงกับพระนอนจักรสีห์ จังหวัดสิงห์บุรี สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในสมัยเดียวกัน 

ตามประวัติเล่ากันว่า ขุนอินทประมูล ท่านเป็นนายอากร มีความตั้งใจจะสร้างวัดและบูรณะพระพุทธไสยาสน์ โดยนำทรัพย์ส่วนตัวประมาณ ๑๐๐ ชั่ง มาสร้างวิหารและเจดีย์ แต่เมื่อจะบูรณะพระนอนด้วย ต้องใช้ทุนทรัพย์หลายร้อยชั่ง จึงยักยอกเอาเงินของหลวงมาสร้างเพื่อเป็นปูชนียสถาน ครั้นความทราบถึงเบื้องบน พระเจ้าอยู่หัวบรมโกศโปรดเกล้าฯ ให้พระยากลาโหมมาไต่สวน  ขุนอินทประมูลให้การภาคเสธ จึงถูกลงทัณฑ์ เมื่อใกล้สิ้นใจจึงได้สารภาพ พระเจ้าอยู่หัวบรมโกศทราบความ ก็เสด็จขึ้นมาทอดพระเนตรด้วยพระองค์เอง  ทรงเห็นว่าขุนอินทประมูลมีศรัทธาต่อพระพุทธศาสนาเป็นอย่างยิ่ง จึงพระราขทานนามวัดว่า “วัดขุนอินทประมูล” 

เราตั้งใจว่าจะกลับไปใหม่ ตอนที่บูรณะองค์พระนอนเสร็จแล้ว และจะมาดูโบสถ์ hitech ด้วย ส่วนวันนี้เราสนุกสนานกับกวางน้อยหน้าองค์พระไปก่อน อิอิ สนามหญ้าหน้าองค์พระเขียวมากทีเดียว แถมมีกวางน้อยประดับบนสนามอีก ๒ ตัว ตลกดีอะ เหมือนสนามหญ้าตามบ้าน หรือ สนามกอล์ฟมากกว่านะคะ 

ออกจากวัด ก็แวะถ่ายภาพกับนาข้าวงามๆสักหน่อย...งามมั้ยคะ (ถามถึงนาข้าวนะ ^^)

วัดที่ ๓ : วัดไชโยวรวิหาร อ.ไชโย จ.อ่างทอง

เราตั้งใจจะขับรถออกไปถนนสายเอเชีย เพื่อตรงไปจ.นครสวรรค์ แต่ผ่านมาเห็นวัดไชโย หรือ วัดเกษไชโย เป็นวัดใหญ่เลยลองแวะเข้ามา แล้วก็พบว่างามมาก โดยเฉพาะภาพจิตรกรรมฝาผนัง 

วัดไชโยเป็นพระอารามหลวงชั้นโท ชนิดวรวิหาร เดิมเป็นวัดราษฏร์สร้างมาแต่ครั้งใดไม่ปรากฏ มีความสำคัญขึ้นมาในสมัยรัชกาลที่ ๔ เมื่อสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) แห่งวัดระฆังโฆสิตาราม ธนบุรีได้ขึ้นมาสร้างพระพุทธรูปปางสมาธิองค์ใหญ่หรือหลวงพ่อโตไว้กลางแจ้ง องค์พระเป็นปูนขาวไม่ปิดทอง ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ ๕ ได้เสด็จฯ มานมัสการและโปรดเกล้าฯ ให้ปฏิสังขรณ์วัดไชโยขึ้นเมื่อ พ.ศ.๒๔๓๐ แต่แรงสั่นสะเทือนระหว่างการลงรากฐานพระวิหารทำให้องค์หลวงพ่อโตพังลงมาจึงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างหลวงพ่อโตขึ้นใหม่ตามแบบหลวงพ่อโต วัดกัลยาณมิตร มีขนาดหน้าตักกว้าง ๘ วา ๖ นิ้ว สูง (สุดยอดรัศมีพระ) ๑๑ วา ๑ ศอก ๗ นิ้ว และพระราชทานนามว่า “พระมหาพุทธพิมพ์”

องค์หลวงพ่อโตประดิษฐานอยู่ในพระวิหารที่มีความสูงใหญ่สง่างามแปลกตากว่าวิหารแห่งอื่นๆ จึงมีพุทธศาสนิกชนจากที่ต่างๆ มานมัสการอย่างไม่ขาดสาย

ติดกับด้านหน้าพระวิหารมีพระอุโบสถก่อสร้างด้วยสถาปัตยกรรมไทยอันงดงามหันด้านหน้าออกสู่แม่น้ำเจ้าพระยา ภายในพระอุโบสถมีภาพจิตรกรรมฝาผนังเรื่องพุทธประวัติ ฝีมือช่างสมัยรัชกาลที่ ๕
ภาพนี้เข้าใจว่า เป็นช่วงที่เจ้าชายสิทธัตถะจะออกบวช เดาอย่างนั้นเพราะมีม้ากัณฐกะ
สองภาพข้างล่างนี้ นึกไม่ออกว่าตอนไหนเหมือนกัน ไม่เชี่ยวชาญพุทธประวัติ

ภาพนี้ชัดเจน ตอนพระพุทธเจ้าเสด็จสวรรคต

ส่วนในวิหารที่หันหน้าออกสู่แม่น้ำเจ้าพระยาประดิษฐานรูปหล่อสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) ขนาดหน้าตักกว้าง ๕ เมตร สูง ๗ เมตร สร้างเสร็จเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๓๗

จากป้ายคำขวัญเมืองอ่างทอง พบว่าเราได้มาเยือน highlight เมืองอ่างทองโดยไม่ได้ตั้งใจนะ โชคดีจัง

จากวัดไชโยก็มุ่งหน้าตรงไปนครสวรรค์ค่ะ ระหว่างทางตะวันชิงพลบ แสงสวยมากทีเดียว เราถึงนครสวรรค์มืดพอดี ผ่านเข้าไปหาข้าวต้มทานกันก่อนดีกว่า ที่นี่ร้านข้าวต้มเยอะดี เสียแต่จอดรถยาก ระหว่างทานข้าว เราก็ได้โรงแรมที่อยู่ปากทางพอดี ไม่ต้องขับไปไหน แค่ย้อนไปนิดหนึ่ง 

Bonito Chinos Hotel โรงแรมค่อนข้างใหม่ มีที่จอดรถมากพอควร แต่วันที่เราไป โรงแรมมีงานแต่งงานพอดี เลยหาที่จอดรถยากหน่อย มี Free wifi บนห้องพักด้วยค่ะ แล้วในห้องมีหนังสือนำเที่ยวจ.นครสวรรค์ด้วย นั่งอ่านๆดู ก็มีอะไรให้เที่ยวหลายแห่ง แต่วัดหลายวัดที่น่าสนใจ ดูจะอยู่ไกล...มาคราวนี้แปลก อยากไปเที่ยว แต่ทำไมออกจะขี้เกียจขับรถ ๕๕๕๕


(ขอบคุณข้อมูลจาก www.TATsuphan.net , www.khaosod.co.th และ wikipedia)

วันอาทิตย์ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2556

เที่ยวสุรินทร์ ถิ่นช้างใหญ่ ตอน ๒

29 ตุลาคม 2555

วันนี้ เราตื่นแล้วก็ออกเดินทางไปปราสาทศีขรภูมิกันเลย เพราะประสบการณ์เมื่อวานคือ แดดจัดมากกกก ถ้าออกสายเราคงแย่ แต่ขนาดนั้น..แดดก็จัดจ้าเสียเหลือเกิน ฟ้าเป็นฟ้า แทบไม่มีเมฆเลย สวยจริง แต่เราก็เหมือนอาบเหงื่อต่างน้ำเลยทีเดียว ^^

ปราสาทศีขรภูมิประกอบด้วยปรางค์อิฐ 5 องค์ องค์กลางเป็นปรางค์ประธาน มีปรางค์บริวารล้อมรอบอยู่ทีมุมทั้งสี่สร้างบนฐานเดียวกัน ก่อด้วยหินทรายและศิลาแลง ปราสาทหันหน้าไปทางทิศตะวันออกมีบันไดทางขึ้นและประตูทางเข้าเพียงด้านเดียวคือ ด้านทิศตะวันออกเช่นกัน

ปรางค์ทั้ง 5 องค์ มีลักษณะเหมือนๆ กันคือ องค์ปรางค์ไม่มีมุข มีประตูทางเข้าเพียงด้านเดียว มีชิ้นส่วนประดับทำจากหินทรายสลักเป็นลวดลายต่างๆ ทั้งส่วนที่เป็นทับหลังเสาประดับกรอบประตู เสาติดผนัง และกลีบขนุนปรางค์ ส่วนหน้าบันเป็นอิฐประดับลวดลายปูนปั้น องค์ปรางค์ประธานมีทับหลังสลักเป็นรูปศิวนาฎราช(พระอิศวรกำลังฟ้อนรำ) บนแท่นมีหงส์แบก 3 ตัวอยู่เหนือเศียรเกียรติมุข มีรูปพระคเนศ พระพรหม พระวิษณุ และนางปารพตี (นางอุมา) อยู่ด้านล่าง เสาประตูสลักเป็นลวดลายเทพธิดาลายก้ามปูและรูปทวารบาล

ทับหลังศิวนาฎราช ที่ศีขรภูมินี้ แกะสลักได้งดงามจริงๆ


จากลวดลายทีเสารและทับหลังของปรางค์ประธานและปรางค์บริวารทั้ง 4 องค์ มีลักษณะปนกันระหว่างรูปแบบศิลปะขอมแบบบาปวน (พ.ศ.1550-1650) และแบบนครวัด ( พ.ศ.1650-1700) จึงอาจกล่าวได้ว่า ปราสาทแห่งนี้คงสร้างขึ้นในราวกลางพุทธศตวรรษที 17 หรือต้นสมัยนครวัด โดยสร้างขึ้นเนื่องในศาสนาฮินดู ลัทธิไศวนิกาย และคงถูกดัดแปลงให้เป็นวัดในพุทธศาสนาตามที่มีหลักฐานการบูรณะปฏิสังขรณ์ในราวพุทธศตวรรษที่ 22 ในสมัยอยุธยาตอนปลาย
(ขอบคุณข้อมูลจาก เว็บไซด์จ.สุรินทร์ค่ะ)

นางอัปสร...ตั้งแต่ไปเที่ยวชมปราสาทขอมมาหลายแห่ง เพิ่งเห็นนางอัปสรที่ศีขรภูมินี้เป็นแห่งแรก ไม่เคยเห็นที่อื่นมาก่อนเลยในเมืองไทย ก็งามเทียบเท่านางอัปสรที่นครวัตล่ะค่ะ

ที่จริงแล้ว ออกเสียดายว่า ที่นี่เหลือของงามๆให้เห็นน้อยไปหน่อย ไม่เหมือนพนมรุ้งที่มีทั้งทับหลัง หน้าบัน และภาพแกะสลักตามมุมนั้นมุมนี้ให้ดู แต่จะอย่างไร เราก็พอใจกับสิ่งที่ได้เห็นล่ะ แถมวันนี้ ฟ้าก็สวย ถึงแดดจะร้อนมากก็เถอะ ^^

ที่อ.ศีขรภูมินี้ มีของฝากสำคัญ คือ กาละแมค่ะ อร่อยดี มีร้านขายอยู่ตรงข้ามปราสาทเลยล่ะค่ะ 

เรากลับเข้าโรงแรมเพื่ออาบน้ำและ check out ออกจากโรงแรม หิวซ่กเลย วนหาร้านก๋วยเตี๋ยว แต่่ส่วนมากจะมีปัญหาว่าจอดรถไม่ได้ วนไปวนมา ไปเจอหอนาฬิกาที่พยายามหาตั้งแต่วันแรก โธ่เอ๋ย...อยู่แค่นี้เอง กลางคืนวนหาไม่เจอ พลาดของอร่อยเมือสุรินทร์ไปหนึ่งอย่าง แต่วันนี้ก็บังเอิญเจอร้านขายของฝาก ลงไปซื้อกันก่อนค่ะ ซื้อข้าวเมืองสุรินทร์ไปลองทาน ซื้อหมูแก้ว กุนเชียง กับ หัวไชโป๊
ตอนที่ซื้อพี่คนขายเอากุนเชียงมาให้ชิม เราก็ว่าอร่อยดี แต่ไม่รู้ว่าเพราะหิวรึเปล่า แต่ก็ซื้อติดมือมาด้วย ปรากฎว่า มีแต่คนชมว่าอร่อยๆๆ จนเสียดายว่าซื้อมาน้อยไป และจำไม่ได้ด้วยว่า ยี่ห้ออะไร ป้ายร้านก็ถ่ายมาไม่ครบ เฮ้อ...  (แต่ถ้าไปเองก็ไปซื้อถูกละน่า)

หิวเต็มที่ พี่ที่ร้านของฝากบอกทางไปร้านก๋วยเตี๋ยวให้ ท่าทางพี่แกไม่ค่อยให้ความมั่นใจเราเลยว่าจะอร่อย แต่พอไปถึงหน้าร้าน ก็...อ๋อ ลูกชิ้นชุมพล อ่านเจอในเน็ตมา อร่อยแน่ มื้อนี้ อิอิ
เข้าใจว่า เขาดังก๋วยเตี๋ยวเนื้อนะคะ แต่เขาก็มีอย่างอื่นขายด้วยค่ะ 

อิ่มแล้ว ก่อนออกเดินทาง เราแวะไหว้พระที่วัดบูรพารามกันก่อนวัดบูรพาราม เป็นวัดเก่าแก่ที่สร้างขึ้นมาตั้งแต่สมัยกรุงธนบุรี มีอายุประมาณกว่า 200 ปี เท่าๆ กับอายุของเมืองสุรินทร์ สร้างโดยพระยาสุรินทร์ภักดีศรีณรงค์ จางวาง (ปุม) เจ้าเมืองสุรินทร์คนแรก สร้างเมื่อประมาณ พ.ศ. 2300-2330 โดยประชาชนร่วมกันสร้างขึ้น เรียกชื่อว่า "วัดบูรพ์"

เดิมเป็นวัดมหานิกาย เป็นวัดเก่าแก่มีพัฒนาการที่ยาวนานตามยุคตามสมัย ต่อมาใน ปี พ.ศ. 2476 สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (ติสโสอ้วน) ดำรงตำแหน่งเจ้าคณะมณฑล ได้อนุมัติให้วัดบูรพ์เป็นวัดในสังกัดคณะธรรมยุต และได้นิมนต์พระราชวุฒาจารย์ หลวงปู่ดุลย์ อตุโล ซึ่งปฏิบัติธุดงค์กรรมฐานอยู่ ให้มาประจำอยู่ที่วัดบูรพาราม ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาส


เราเดินทางกลับด้วยถนนคนละเส้นกับขามา แต่ขับไปตามป้าย ถนนดี ไม่ค่อยมีรถ ถ้าเป็นกลางคืนคงเสียวๆเหมือนกัน เรายังไม่ได้กลับกรุงเทพหรอกค่ะ แวะมานอนแถวเขาใหญ่กันสักคืนหนึ่งก่อน Kensington English Garden Resort คือเป้าหมายของเราค่ะ มาถึงตอนบ่ายๆ อากาศดี เริ่มเย็นนิดๆแล้ว รีสอร์ทก็สวยค่ะ แต่คาดหวังดอกไม้ว่าจะสวยกว่านี้ เห็นคนสวนบอกว่า 2 อาทิตย์ที่แล้ว ดอกไม้สวยกว่านี้ อ้าววววว




เราเดินเล่น ชมรีสอร์ทกันจนเริ่มมืด ค่อยกลับมาอาบน้ำเตรียมตัวทานอาหารเย็น เราตกลงกันว่าจะทานอาหารในโรงแรม เพราะถนนแถวนี้ออกจะมืด เราก็ไม่ชินทางด้วย แล้วเราก็ครองห้องอาหารค่ะ King George dining room ห้องสวยมากค่ะ สีสันสะใจมาก ถ่ายรูปเล่นกันสนุกเลย อิอิ


อาหารก็อร่อยใช้ได้ค่ะ อิ่มมากกกก 


อิ่มจนต้องมาเดินเล่น นั่งเล่นแถว lobby ก่อนกลับไปห้อง 

คืนนี้ พระจันทร์สวยมากค่ะ เพราะพรุ่งนี้เป็นวันพระใหญ่

30 ตุลาคม 2555
เช้านี้ เรา chill chill ใครใคร่ตื่นเช้า ตื่น ใครใคร่นอน นอน...5555 คงเดาได้นะคะว่าใครนอน
เราใช้เวลาทานอาหารเช้ากันสบายๆ และเก็บภาพสวยๆกันอีกหน่อย กว่าจะออกจากรีสอร์ทก็เกือบเที่ยงล่ะค่ะ



เราสรุปกันว่า รีสอร์ท ก็สวยดี อาหารใช้ได้ ดอกไม้งาม แต่ที่เราชอบมากคือ พนักงานค่ะ เราว่าพนักงานที่นี่ได้รับการอบรมมาดี น่ารัก เข้าใจคำว่า "บริการ" ค่ะ

ระหว่างทางกลับกรุงเทพ ผ่าน Palio ก็อดแวะเข้าไปไม่ได้ เป็นช่วงเทศกาล Halloween พอดี ก็ได้ภาพแปลกๆตามาบ้าง



ทริปนี้ ก็จบลงที่ตรงนี้ละค่ะ มีความสุขทุกครั้งที่ได้เดินทาง เมืองไทยเรายังมีสถานที่ต่างๆที่น่าสนใจ และสวยงามอีกมาก ใครหาเพื่อนเดินทางน่ารักๆได้อย่างป้าตุ่ม ก็แพคกระเป๋าออกเดินทางกันเถอะค่ะ ^^