วันอังคารที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2556

เที่ยวสุรินทร์ ถิ่นช้างใหญ่ ตอน ๑


27 – 30 ตุลาคม 2555 :สุรินทร์ ถิ่นช้างใหญ่


13 มีนาคม เป็นวันช้างไทย เขาประกาศกันมาตั้งแต่ปี 2541 เราเพิ่งรู้...นี่แหละประโยชน์ของ social media^^


พูดถึงช้าง ช้าง ช้าง ช้าง ทำให้นึกถึงทริปที่ไปเที่ยวสุรินทร์ ถิ่นช้างใหญ่ขึ้นมา จำไม่ได้ว่า ทำไมตอนนั้นเราถึงนึกอยากจะไปสุรินทร์กัน จำได้แต่เพียงว่า ตอนวางแผนจะไปเที่ยว ก็เข้าไป search เรื่องเมืองสุรินทร์ ทึ่งว่าเมืองนี้มีปราสาทขอมถึงสามสิบกว่าแห่งเชียว แต่พอเข้าไปค้นข้อมูลมากๆเข้า กลายเป็นว่าส่วนมากจะเป็นปราสาทขนาดเล็ก และแทบจะไม่เหลือหน้าบัน หรือทับหลังสวยๆให้ชื่นชม เราจึงเลือกแวะตามความสะดวกของทางผ่านเป็นหลัก แต่มีที่หนึ่งที่ต้องไป คือ ปราสาทศรีขรภูมิ เพราะได้ยินชื่อบ่อยมาก

โปรแกรมเราเริ่มออกเดินทางกันสายๆของวันเสาร์ที่ 27 ตุลาคม 2555 ออกจะแปลกใจว่าทำไมรถเยอะขนาดนี้ ไม่ใช่ long weekend สักกะหน่อย

แล้วเราก็พบว่า ที่รถติดเป็นเพราะมีการซ่อมถนนเป็นระยะๆ บางทีซ่อมแค่ 100 เมตรเอง ทำรถติดไปหลายกิโล ไม่รู้ถนนเสียจากน้ำท่วมใหญ่ปีก่อน ยังซ่อมไม่แล้วหรืออย่างไร


เราเลยมุ่งหน้าตรงปากช่อง เพื่อแวะทานข้าว 
กว่าจะถึงก็เที่ยงกว่าๆเข้าไปแล้ว นี่ค่ะ Mori(ta)
ร้านนี้ ได้ยินชื่อมานานแล้ว เพิ่งได้แวะครั้งนี้ล่ะ



โอ้...พอเดินเข้าร้านไป อึ้ง !!!
บรรยากาศเปลี่ยนทันที จากสภาพแดดร้อนๆ มาเป็นร่มเย็นจากเงาไม้ใหญ่


เราจับจองที่นั่งในส่วนที่อยู่ในเพิงไม้ นั่งกับพื้น มองลงไป เห็นธารน้ำไหลเอื่อยๆ ลมพัดผ่านมาเย็น เพิ่มพัดลมอีกตัว แทบจะเอนตัวลงนอนเลยทีเดียว ถ้าเขาไม่ยกอาหารมาเสริฟเสียก่อน 5555






กองทัพเดินด้วยท้อง...slogan ป้าตุ่ม

สั่งหลายอย่างมาก เพื่อนๆก็..เอาเลย.. สั่งเลย..  กิน..
อะไรมั่งน๊อ...

..ยำสาหร่ายญี่ปุ่น
..ยำซีฟู้ด
..หัวปลาแซลมอนต้มซีอิ๊ว
..ท้องปลาแซลมอนย่างซีอิ๊ว
..ไข่หวาน
..ข้าวห่อสาหร่อย
..ยากิโซบะ (โชคดีที่เขาลืม อิอิ)

อาหารอร่อย สด รสชาติดี แถมราคาไม่แพง...ผ่านมาคงได้แวะเวียนมานอน เอ๊ย มากินอีกแน่ๆ
อิ่มแล้วก็ตาปรือ... m(=0=)m

โอ้เอ้ อยู่นานกว่าจะเริ่มออกเดินทาง คิดว่าไม่นานหรอก สุรินทร์อีกไม่กี่ร้อยโล
เอาเข้าจริงกว่าจะไปถึงก็เกือบเย็น เป็นเพราะถนนเส้นนี้ เราเคยโดนคุณตำรวจเรียก คราวนี้ จึงคอยมองเข็มไมล์อยู่ตลอด แล้วก็มาเจอเขาซ่อมถนนช่วงก่อนถึงเมืองสุรินทร์อีก
ดีนะที่ผ่านมาโดยไม่แวะพนมรุ้ง ไม่แวะเมืองต่ำ ไม่งั้นคงได้ค่ำกลางทาง นโยบายเราคือ ไม่ขับรถกลางคืน (ถ้าไม่จำเป็น)


แต่ก่อนเข้าเมือง ก็ขอแวะปราสาทบ้านพลวงเสียก่อน ขากลับจะได้กลับทางอื่น ไม่ต้องเสียเวลาย้อนมา


ที่เช็คข้อมูลจากเน็ตมาเวลาทำการ 8.00 – 16.00 น. แต่นี่สี่โมงแล้วหนา จะโทร.ถามศูนย์นักท่องเที่ยว ก็จะเลยเวลาทำงานของราชการไทยอีก สุดท้ายตัดสินใจว่า ไหนๆก็ผ่านแล้ว แวะเข้าไปกันเถอะ
พิโธ่เอ๋ย จะมากี่โมงก็ได้ค่ะ เพราะเป็นบริเวณโล่ง มีไม้กั้นสูงขนาดเข่าเท่านั้นเอง


ปราสาทบ้านพลวงได้รับการบูรณะเมื่อปี 2515
เป็นปราสาทหินขนาดเล็ก มีปรางค์องค์เดียว ตั้งอยู่บนฐานศิลาแลงขนาดใหญ่รูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า หันหน้าไปทางตะวันออก มีประตูทางเข้าทางเดียว นอกนั้นเป็นประตูหลอก

ซึ่งเมื่อเทียบขนาดขององค์ปรางค์กับฐานแล้ว มีพื้นที่ด้านข้างองค์ปรางค์เหลืออยู่มาก จึงเป็นที่สันนิษฐานกันว่า แผนผังของปราสาทองค์นี้น่าจะเป็นปรางค์ 3 องค์เรียงกัน แต่อาจจะยังสร้างไม่เสร็จ หรืออาจถูกรื้อออกไป ก็เป็นได้
องค์ปรางค์ที่เหลือให้เห็นนั้น ก่อด้วยศิลาแลง หินทราย และมีอิฐเป็นส่วนประกอบ ปัจจุบันเหลือให้เห็นอยู่เพียงครึ่งเดียว ส่วนยอดหักหายไป แต่ยังคงเหลือลวดลายแกะสลักงดงาม จากทับหลัง หน้าบัน และซุ้มประตู
                 
ทุกครั้งที่มาเยี่ยมชมปราสาทโบราณทั้งหลาย จะประทับใจกับลวดลายต่างๆ ว่าช่างฝีมือสมัยก่อน สามารถทำให้หินแข็งกระด้างแลดูอ่อนช้อย งดงามได้ ส่วนตัวเชื่อว่า เขาน่าจะมีความสุขในระหว่างที่สร้างสรรค์งานศิลปะเหล่านี้

สันนิษฐานกันว่าปราสาทแห่งนี้คงสร้างขึ้นสำหรับพระอินทร์ ลักษณะของทับหลังที่พบส่วนมากสลักเป็นรูปพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณอยู่ภายในซุ้มเหนือหน้ากาล ซึ่งอยู่ทางด้านทิศตะวันออกและทิศใต้
หน้ากาลคายท่อนพวงมาลัยออกมา 2 ข้าง ..เห็นไหมคะ หน้ากาลเอามือจับพวงมาลัยไว้

สำหรับหน้าบันด้านทิศตะวันออกสลักเป็นรูปพระกฤษณะ ยกภูเขาโควรรธนะและเช่นเดียวกัน มีรูปสลักเป็นรูปสัตว์เล็ก ๆ นอกกรอบหน้าบันอันน่าจะแสดงถึงความอุดมสมบูรณ์ เพราะมีแหล่งน้ำต่าง ๆ อยู่มาก

ส่วนทางด้านทิศเหนือ หน้าบันสลักเป็นรูปพระกฤษณะฆ่านาค มองในรูปมองออกจะยากอยู่สักหน่อยนะคะ

อ้อ...ทับหลัง คือ แผ่นหินสี่เหลี่ยนผืนผ้าที่อยู่เหนือประตู ส่วนหน้าบัน ก็คือส่วนที่อยู่สูงขึ้นไปค่ะ พูดภาษที่โบราณน้อยหน่อย ก็คือ จั่ว...เด็กแนวจะรู้จักไหมเนี่ย..^^

ที่ผนังด้านหน้ามีรูปทวารบาลยืนกุมกระบอง..ให้นับว่ามีทวารบาลกี่ตน อิอิ

ลักษณะของปราสาทหินองค์นี้คล้ายกับปรางค์น้อยบนเขาพนมรุ้ง ลวดลายเป็นลักษณะศิลปะขอมแบบ บาปวน กำหนดอายุอยู่ในราวพุทธศตวรรษที่ 16-17 คือเก่ากว่าพวกนครวัดนะคะ เป็นปราสาทขอมรุ่นแรกๆ
เราออกจากปราสาทบ้านพลวงตอนตะวันใกล้จะตกดินพอดี ตอนแรกตั้งใจว่า จากปราสาทบ้านพลวงตรงเข้าเมืองจะผ่านห้วยเสนงซึ่งเป็นอ่างเก็บน้ำ อ่านมาในเน็ตว่า บรรยากาศร่มรื่น ชิลๆ มีร้านอาหาร

แต่น้องที่บ้านอยู่สุรินทร์ยืนยันก่อนมาเลยว่า ไม่ต้องแวะ ไม่มีอะไร บ้านหนูอยู่ตรงนั้น ก็จ้ะ ป้าเชื่อ ไม่แวะก็ได้ เพราะฟ้ามืดเร็วจัง

เราตรงเข้าที่พักก่อน คือที่ โรงแรมสุรินทร์ มาเจสติก อยู่ติดบขส. ห้องพักก็ใช้ได้ สบายดี เข้าที่พักล้างหน้าล้างตากันแล้ว ก็ออกมาหาอะรัยใส่ท้องกัน ตั้งใจไปทานบะหมี่ ตรงหอนาฬิกา เพราะในเน็ตบอกว่าอร่อยม๊ากกก ถามเจ้าหน้าที่โรงแรมก็ทำท่างงๆ เอาน่า วนๆหาเอาก็ได้
ปรากฎว่าเมืองสุรินทร์ยามค่ำคืนดูเงียบดีจัง มีห้างอะรัยสักอย่าง แวะเข้าไปก็กำลังจะปิด ถามชาวบ้านว่าหอนาฬิกาไปทางไหน ก็พูดกันไม่เข้าใจ เขาชี้ๆให้ เราเดินไปก็ไม่เห็น สุดท้ายวนๆรถไปที่สว่างๆว่ามีร้านรัยน่าทานบ้าง ก็หาไม่ได้ มีแต่ร้านอาหารเงียบเหงา นึกว่าจะต้องออกไปปากทางเข้าเมืองที่เราผ่านมาเมื่อตอนเย็น เห็นเป็นตลาดโต้รุ่งผู้คนมากมาย แต่เราก็เป็นโรคขี้เกียจฟัดคนกัน

โชคดีวนมาหน้าสถานีรถไฟ มีร้านข้าวต้มใหญ่ 2 คูหา คนนั่งกันเต็ม ไม่ต้องคิดอะไรแล้ว ปักหัวรถเข้าไปเลย สรุปว่าอาหารอร่อยทีเดียว อิ่มกันแล้ว ก็กลับโรงแรมไปนั่งดูกันว่าพรุ่งนี้เราจะไปไหนกันดี ที่เที่ยวอยู่คนละทิศละทาง


HHHHHHHHHHHH

เช้าวันอาทิตย์ที่ 28 ตุลาคม ตื่นมาดูดินฟ้าอากาศแล้วก็สรุปกันว่า เช้านี้เราไปพนมสวายกันดีกว่า เพราะท่าทางอากาศจะร้อนเอาเรื่อง (ไอ้ที่คุยไว้เมื่อคืน ก็เป็นเรื่องของเมื่อคืน เปลี่ยนใจกันได้ตาหลอด..อิอิ)

ออกจากโรงแรมมาถึงวงเวียนที่เราเห็นตั้งเมื่อคืน แวะจอดถ่ายรูปกันหน่อย เป็นอนุสาวรีย์พระยาสุรินทรภักดีณรงค์จางวาง(ปุม) อดีตเจ้าเมืองสุรินทร์น่ะค่ะ 

แต่เดิมนั้น ท่านเป็นหัวหน้าหมู่บ้านเมืองที แล้วได้ไปช่วยจับช้างเผือกที่หนีมาจากกรุงศรีอยุธยา ให้แก่สมเด็จพระที่นั่งสุริยาสน์อัมรินทร์ จึงได้แต่งตั้งให้มีศักดิ์เป็นคุณหลวง ซึ่งช่วงนั้นชาวหมู่บ้านเหล่านี้กับชาวกรุงศรีอยุธยายังไม่ได้รู้จักกัน  ต่อมาท่านได้ย้ายหมู่บ้านจากเมืองที ที่คับแคบไปยังบ้านประทายสมันต์ ที่ตั้งเมืองสุรินทร์ในปัจจุบัน แล้วได้นำของไปทูลเกล้าถวาย จึงได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้มีบรรดาศักดิ์สูงขึ้น เป็นเจ้าเมืองปกครองเมืองประทายสมันต์นับแต่นั้นมา

เพิ่งสังเกตเห็นว่าด้านข้างมีรูปปั้นช้างโขลงหนึ่งด้วย เข้าใจทำนะคะ  ไม่รู้ว่าคนอื่นเขาจะลงมาถ่ายรูปเล่นแบบเรามั้ย       สัญลักษณ์เมืองนี้เนาะ                                                                                  ระหว่างถ่ายรูปกัน มีน้องชายนายหนึ่งเดินผ่านมา เขาเข้ามาคุยด้วย                                                                                 อิอิ...ฟังไม่ออกง่ะ  แต่ก็ยิ้มๆพยักหน้ารับคำไปตามเรื่อง แต่น้องก็ไม่ไปสักที เลยบอกให้น้องไปยืนหน้าช้าง ถ่ายรูปให้แล้วโชว์รูปให้ดู                                                              
น้องยิ้มแทบปากฉีก พูดอะไรอีกเยอะ..ที่ป้าฟังไม่ออก แล้วก็เดินจากไป

...เพิ่งรู้ว่า พูดกะคนบ้ารู้เรื่อง...มีคนค่อนแคะ 
เอาเถอะ ก็เขาไม่ได้มีทีท่าจะเป็นอันตราย เขาได้ยิ้ม เราได้ยิ้ม ก็เป็นการเริ่มวันดีๆวันหนึ่งแล้ว ^^

พนมสวาย อยู่แยกจากถนนหลักสายสุรินทร์-ปราสาทเข้าไปลึกพอควร ระหว่างทางแทบไม่เจอรถอื่น นอกจากรถบรรทุกหิน เพราะสองข้างทางเป็นบ่อหินเป็นช่วงๆ สลับกับทุ่งนา แล้วก็สายตาสะดุดเข้ากับทุ่งนาเขียวใต้ฟ้าใสริมข้างทาง อาการกำเริบเลย นาข้าวโฟเบีย ขอจอดรถลงไปชักรูปหน่อยเถอะค่า เป็นที่พอใจแล้วก็ไปกันต่อ

พนมสวาย...
พนม แปลว่าภูเขา สวาย แปลว่า มะม่วงค่ะ แต่ความที่ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญด้านต้นไม้ ไม่รู้เหมือนกันว่ามีต้นมะม่วงมากน้อยเพียงไหน


พนมสวายเป็นวนอุทยานพื้นที่กว้างขวางเกือบ 2พันไร่ ประกอบด้วยภูเขา 3 ลูก คือ..
      พนมกรอล(แปลว่า เขาคอก)
      พนมเปร๊าะ(แปลว่าเขาชาย)
      พนมสรัย(แปลว่าเขาหญิง)

เห็นมีหนุ่มสาวคนพื้นบ้านขี่มอเตอร์ไซค์เข้ามาเที่ยวเป็นระยะๆ

ผ่านประตูเข้ามา เราแวะที่สถูปบรรจุอัฐิหลวงปู่ดุลย์ อตุโล กันก่อนเลย ท่านเป็นพระเกจิอาจารย์ชื่อดังของภาคอีสาน

ท่านถือกำเนิดที่จ.สุรินทร์ ในสมัยพระพุทธเจ้าหลวง ท่านบวชตั้งแต่อายุ 22 ปี และอยู่ในร่มกาสาวพัสตร์นานถึง 64 พรรษา  ท่านเป็นพระสายหลวงปู่มั่น

ตอนที่ไป ก็ไม่รู้จักท่านหรอกค่ะ แต่กลับมานั่งอ่านประวัติท่านแล้ว ก็ดูน่าสนใจ เริ่มจากท่านอยากบวชตั้งแต่ยังหนุ่ม พ่อแม่ก็ไม่มีใครยอมให้บวช เนื่องจากท่านเป็นบุตรชายคนโต เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงของบ้าน ท่านเพียรขออยู่เป็นปี บิดาท่านจึงยอมให้บวช และสั่งว่า หากไม่ได้เป็นเจ้าอาวาสก็ไม่ต้องสึก ^^

เมื่อท่านได้บวชแล้ว ก็ยังมีเรื่องราวให้ติดตามต่อ ท่านต้องไปศึกษาพระปริยัติธรรม ถึงจ.อุบลราชธานี ซึ่งเป็นธรรมยุตินิกาย คนละนิกายกับท่าน แม้ท่านจะได้รับอนุญาตให้เรียน แต่ก็ไม่ได้รับอนุญาตให้พักที่วัด อะไรทำนองนี้
เส้นทางชีวิตสงฆ์ ก็ไม่ง่ายเหมือนกัน
ภายหลังท่านได้พบ หลวงปู่มั่น และศึกษาพระธรรมและได้ออกธุดงค์กับท่านด้วย

เขาทำที่จอดรถไว้ให้ใต้ต้นไม้ใหญ่ มีกล้วยไม้สวยให้ดูเล่นด้วย


จากที่จอดรถ มองไปเห็นพระองค์ขาว เด่นอยู่กลางท้องฟ้า 
เอ่อ....ป้าจะปีนขึ้นไหวป่ะเนี้ยยยย


ขับรถไปจอดริมถนนทางขึ้น คุณลุงที่ขายดอกไม้บอกว่า
ใกล้นิดเดียว ขึ้นไปเถอะ
คุณลุงขา...บันไดตั้งหลายร้อยขั้นนาคะ
เดินเคาะระฆังไปเพลินๆเดี๋ยวก็ถึง

คุณลุงขายไม้เคาะระฆังด้วย เอากลับไปใช้เกาหลังได้ค่ะ ไม้เนี่ย ถูกด้วย 20 บาทเอง



สองข้างบันไดทางขึ้นแขวนระฆังเรียงรายติดๆกัน เขาเล่าว่าทั้งหมด 1,080 ใบ เดินขึ้นช่วงแรกมาหน่อย...ชักเหนื่อย บันไดขั้นสูงมาก แต่แล้วพอพ้นโค้งมา ก็ขำ ขั้นบันไดเหลือสูงไม่ถึงคืบเลยค่ะ ค่อยสบายใจหน่อยว่าขึ้นถึงแน่ อิอิ

พระพุทธสุรินทรมงคล เป็นพระพุทธรูปนั่งปางประทานพร หน้าตักกว้าง 15 เมตร หันพระพักตร์ไปทางทิศตะวันออก สร้างเสร็จเมื่อปี 2520 



ข้างบนนอกจากพระพุทธสุรินทรมงคล แล้วในศาลามีพระพุทธรูปองค์ดำ

ไหว้พระเสร็จ ขับรถย้อนกลับมาตรงที่จอดรถสถูปอีกที เพื่อที่จะเดินข้ามสะพานไปดูรอยพระพุทธบาทจำลอง ที่ศาลาอัฏฐะมุข กับ ศาลเจ้าแม่กวนอิม
เจ้าแม่กวนอิมงามมากๆเลยค่ะ

ทางไม่ไกลหรอกค่ะ แต่แดดร้อนจัง ก้มหน้าก้มตาเดิน ถึงได้สังเกตเห็นพื้นบันไดมีรอยจารึกไว้มากมาย บางขั้นเป็นรูป บ้างก็เป็นชื่อคน บ้างก็เป็นคำกลอน เดาเอาเองว่าเป็นการลงแขกช่วยสร้างบันไดกันกระมัง ถ่ายมาให้ดูเล็กน้อยค่ะ อ่านเห็นไหมคะ... "บันไดนี้เพื่อคุณ" ส่วนอีกภาพวาดรูปเสือไว้ ^^ 

ถ้าจะปรับปรุงพื้นที่โดยรอบของมณฑปสักหน่อย จะดูดีมาก เพราะเจ้าแม่กวนอิมงามมากทีเดียว แต่พื้นที่โดยรอบ รกรุงรังไปหน่อย ไม่เหมือนแถวสถูป

ออกจากพนมสวาย เรารีบเข้าเมืองหาส้มตำไก่ย่างใส่ท้องกันก่อนเลย เพราะเรามีนัดตอนบ่ายที่ต้องให้ทัน เราแวร้านเพชรมณี 2 ยู่หลังวัดศาลาลอยค่ะ                                                             พนมสวายดูดพลังงานเราไปเยอะ มาถึงสั่งนั่นนี่โน่น พอเขายกมา ต๊กใจ.. กินไม่หมดแน่เทียว ปริมาณอาหารแต่ละจานช่างต่างกับในเมืองกรุงของเรา ร้านนี้ท่าจะดังนะคะ เราเข้ามาแป๊บเดียวคนเต็มร้านเลย แถมมีคนมาซื้อกลับบ้านอีกตลอดเวลา

อิ่มอร่อยกันแล้ว แวะเข้าโรงแรมล้างหน้าล้างตัวกันหน่อย ที่จริงอากาศเช้าๆเย็นๆ ดีทีเดียวนะคะ แต่แดดออกแล้ว ร้อนฝุดๆ...(ภาษาเด็กแนวอะ)

แล้วเราก็รีบออกเดินทาง เพราะมีนัดตอนบ่ายสอง เวลามาต่างจังหวัด ป้ากะเวลาขับรถไม่ถูก แม้จะรู้ระยะทาง เพราะเราไม่รู้ว่าถนนเป็นอย่างไร ที่สุรินทร์นี่ ถนนส่วนใหญ่เป็น 2 เลนที่ต้องสวนกันนะคะ สองข้างทางส่วนมากจะเป็นนาข้าว ซึ่งช่วงเวลานี้ยังเห็นเป็นสีเขียวๆอยู่

ขับรถกันไปมองป้ายข้างทางไปตลอด โชคดีที่ไม่หลง แม้จะไม่ค่อยมั่นใจในเส้นทาง เพราะป้ายบอกทางกับสถานที่ที่เราจะบางทีก็เขียนไม่ตรงกัน ปกติมักอ้างกับตัวเองว่า หลงบ้างรัยบ้างเป็นเสน่ห์ของการเดินทาง 5555 ตามประสาคน lowtech ที่ขี้รำคาญ คือจะรำคาญเสียงคุณ GPS อย่างมากกกก
เรามาถึงทันเวลาพอดีเลยค่ะ เขากำลังประกาศว่า การแสดงกำลังจะเริ่มขึ้นแล้ว ให้รีบไปที่โรงแสดงช้างได้เลย เรารีบจ่ายตังค่าเข้า ผู้คนมากพอควร สักสองร้อยคนได้กระมัง ช่วงนี้เขามาทำบุญกันเป็นคณะๆแล้วแวะเที่ยว


ระหว่างที่รอๆคณะที่จองไว้ เขาก็พาน้องช้างออกมาทักทายคนดูไปพลางๆ ช้างเป็นสัตว์ที่น่ารัก คิดว่าคนส่วนใหญ่จะเอ็นดูช้างกันทั้งนั้น เพราะเขาจะมีทีท่าเนิบนาบสุภาพ

การแสดงช้างที่นี่ เขามีตั้งแต่กีฬาช้าง คือ ฮูลาฮูป ปาเป้า บาสเกตบอล ฟุตบอล แล้วยังมีกิจกรรมเข้าจังหวะ...อันนี้น่ารักมาก น้องช้างบางเชือก แดนซ์กระจายจริงๆ 

ช่วงเวลาชั่วโมงเศษๆ เรามีรอยยิ้ม ตลอดเวลาค่ะ

หลังจากแสดงเสร็จ เขาให้เราได้เล่นกับดาราทั้งหลายด้วยค่ะ ^_____^

แม่ช้างเลยได้มีโอกาสได้เล่นกับลูกช้าง 5555

ศูนย์คชศึกษา อ.ท่าตูมนี่ มีการแสดงช้างเป็นรอบๆนะคะ รอบเช้ารอบบ่าย ประมาณ สิบโมงเช้า กับบ่ายสอง ใครจะมาโทร.เช็คเวลาให้ชัวร์ก็ได้นะคะ แต่ถ้ามาไม่ทันรอบการแสดง เขาก็มีกิจกรรมนั่งช้างชมวิถีชาวบ้านที่มีชีวิตอยู่กับช้างด้วยค่ะ

ขับรถออกมาจากศูนย์คชศึกษา สองข้างทางเป็นนาข้าว เราก็จอดถ่ายรูปอีก

เวลาเราจอดถ่ายรูปกับนาข้าวทีรัย รถที่ผ่านไปมา เค้าชอบมองแบบงงๆ...ทำมัยอะ หึ  แปลกเหรอคะ

แล้วใครว่าอีสานแห้งแล้ง ดูสิ นาข้าวเขียวขจี  แถมวัวควายยังอ้วนพีทีเดียว เอ๊ะ...หรือกำลังท้อง




เราจะไปไหนต่อดีน๊อ...เหลือเวลาอีกสักพักก่อนค่ำ คิดกันสักพัก ก็ตกลงไปกระจายรายได้สู่ชุมชน คือ ไปกิ่งอ.เขวาสินรินทร์   เพราะต้องผ่านอยู่แล้วตอนกลับเข้าเมือง                    
ที่นี่เขาว่ามีทอผ้าไหม แล้วก็มีพวกเครื่องเงิน ไปแบบงงๆ คือไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหน หาที่ทอผ้าไม่เจอ เจอแต่ร้านเครื่องเงิน ก็ได้กำไล ได้สร้อยกลับมากันคนละชิ้น สองชิ้น
แถวร้านเครื่องเงิน มีตลาดนัดพอดี ของกินเพียบ มีตั้งแต่ ของสด จำพวกเนื้อสัตว์ หมู ปลา ของแห้งต่างๆ ผักผลไม้ อาหารพวกไก่ย่าง หมูปิ้ง หรูด้วยนะ มีพวกเค้ก mini pizza ด้วย อะฮ้า...ทันสมัยอย่าบอกใคร  เรามองๆ แล้วขอกินโรตีอะ...ไม่ได้กินนานแล้ว อิอิ อ้วนนนนนน
                                                     
จากนั้น ก็มุ่งหน้ากลับตัวเมือง ขณะที่ตะวันชิงพลบ แล้วก็ฝากท้องกับร้านข้าวต้มร้านเดิมอีกแหละ


วันจันทร์ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2555

ไปไหว้พระ ในวันที่เบื่อกรุง...^^

เบื่อกรุง !!! ใช้ชีวิตเร่งรีบ หมกมุ่นกับงาน ผจญภัยการการจราจรเมืองหลวงมาร่วมเดือน เริ่มเกิดอาการทนไม่ได้ขึ้นมา ขอออกไปสูดอากาศนอกเมืองหน่อยเถอะ อยากไปไหว้พระเมืองสิงห์บุรี อ่างทอง ก็ไม่แน่ใจเรื่องน้ำท่วม (เดี๋ยวนี้ข่าวเยอะจัด แล้วไม่ค่อยตรงกัน เลยไม่รู้จะเชื่อข่าวไหนดี อิอิ) เลยจบลงที่อยุธยาเจ้าเก่า...ทำตัวเป็นแม่หญิงนกยูงไปได้ ผูกพันกับเมืองเก่านี้จริงหนอ

ตั้งใจว่า วันนี้จะไปวัดที่ไม่เคยไปบ้าง อยุธยามีวัดมากมาย เอาเข้าจริงไปอยู่ไม่กี่วัด ตกลงกันได้ ก็ออกเดินทางตอนสิบโมงกว่าๆ ฟ้าครึ้มๆพอให้หวั่นใจเล็กๆว่า เราจะเจอฝนบ้างมั้ย ขับไปคุยไปเรื่อยๆ ข้างทางบางช่วงเป็นนาข้าวสวยๆ(อีกแล้ว นาข้าวโฟเบีย !!) เริ่มออกรวงแล้วก็มี เริ่มเห็นเป็นแปลงสีเหลือง สลับกับแปลงสีเขียว สวย... ขับมาโผล่แถววัดกษัตราธิราช ข้ามสะพานไปดูเจดีย์พระศรีสุริโยทัย ที่อยู่ริมน้ำก่อน

วันนี้น้ำเต็มตลิ่ง เป็นสีแดง และไหลเชี่ยว ไม่แน่ใจว่าปีนี่น้ำจะท่วมไหม แต่ถ้าฝนตกหนัก แล้วมีน้ำเหนือมา จะให้ระบายไปไหน เมื่อแม่น้ำตอนนี้เปี่ยมขนาดนี้แล้ว

มองข้ามฝั่งมา เห็นวัดกษัตราธิราช ดูขาว สวย สะอาด ปรากฎว่าเพื่อนร่วมทางไม่เคยมา เลยย้อนข้ามสะพานกลับไป วัดนี้..เคยมาตั้งแต่สมัยเรียนมัธยม จำได้ว่าโรงเรียนพามาทอดกฐินที่วัดนี้ หลังๆ ก็ผ่านมาเยือนบ้างเป้นครั้งคราว เป้นวัดที่สะอาด ไม่วุ่นวาย มีบริการร่มให้ใช้ระหว่างเดินไปตามจุดต่างๆของวัดด้วย

ที่ศาลาริมน้ำ เคยมาให้อาหารปลา ลมเย็นจนเกือบหลับ แต่วันนี้ ไม่ได้ให้อาหารปลา เพราะน้ำไหลแรงทีเดียว และอากาศอ้าวฝน ร้อนเอาการ

ขากลับตอนเอาร่มมาคืนตรงลานจอดรถ เจอป้ายนี้..สะดุดใจ จนอดถ่ายรูปมาไม่ได้

ท้องเริ่มร้อง เลยแวะทานข้าวที่ร้านวัชราชัย ข้างๆวัดนั่นเสียเลย ร้านนี้ชอบตรงต้นไม้เยอะ ร่มรื่น อาหารอร่อย เจ้าของร้านคือ ภริยาคุณแสงชัย สุนทรวัฒน์งัยคะ คงจะจำคุณแสงชัยกันได้นะคะ

พออิ่ม เราก็มุ่งหน้าจะไปวัดพุทไธศวรรย์ แต่ผ่านวัดไชยวัฒนารามก่อน ก็เลยลงไปชักรูปเป็นที่ระลึกสักหน่อย เขากำลังบูรณะฟื้นฟูความเสียหายจากน้ำท่วมปีที่แล้ว เลยอดเดินเข้าไปดูใกล้ๆ
มองไปทางฝั่งแม่น้ำ เห็นก่อกำแพงสูง หวังว่าปีนี้คงจะไม่ท่วมนะ ระหว่างเดินกลับขึ้นรถ ได้ยินแม่ค้าคุยกันอยู่เรื่องท่วมไม่ท่วมนี่แหละ

และแล้วก็มาถึงวัดพุทไธศวรรย์ แปลกใจว่าไม่เคยมามาก่อน วัดนี้เป็นวัดใหญ่ทีเดียว สร้างมาแต่สมัยอยุธยาตอนต้น สมัยพระเจ้าอู่ทอง และเป็นวัดที่ไม่ได้ถูกทำลายสมัยเสียกรุง จึงยังมีโบราณสถานเหลือให้ชมพอควร เมื่อจอดรถที่ลานจอดรถมองไปเห็นพระปรางค์ ศิลปะแบบขอม เด่นเป็นสง่าอยู่ด้านในของวัด ก็มุ่งตรงไปก่อนเลย

เข้าไปถึงพระปรางค์ ก็เจอพ่อหนุ่มกวักมือชวนไปถวายผ้าห่มองค์พระ ก็เป็นการทำมาหาเลี้ยงชีพของเขา ในการให้บริการ ซึ่งกิริยาอาการเป็นที่รับได้ คือ ไม่เคี่ยวเข็น ไม่เรียกร้อง

พระปรางค์ล้อมรอบด้วยระเบียงคด ที่ประดิษฐานพระพุทธรูปปูนปั้นเรียงราย ความที่ไม่ค่อยมีนักท่องเที่ยวมาเท่าไหร่ ทำให้เราเดินดูเรื่อยๆ รู้สึกถึงความสงบแบบที่ควรจะได้รับเวลาเข้ามาในวัด ?

โดยส่วนตัว ชอบรูปแบบมณฑปสองข้างพระปรางค์ ไม่ทราบเหมือนกันว่าศิลปะสมัยไหน หลังคาสวยดี

ออกนอกบริเวณพระปรางค์ไป เป็นวิหารพระพุทธไสยาสน์ องค์พระยังงามและสมบูรณ์ แต่วิหารพังทลายไปแล้ว คงเหลือผนังด้านเดียว

พระพักตร์ท่านยิ้มเมตตาดีจัง ^^

เราค่อยๆเดินย้อนกลับมา แวะเข้าไปไหว้พระประธานในอุโบสถ แล้วออกไปพระตำหนักสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์
สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์เป็นพระเถระชั้นผู้ใหญ่ประจำอยู่ในสมัยกรุงศรีอยุธยา พระตำหนักนี้เห็นชัดเจนเลยว่าสร้างสมัยอยุธยา เพราะมีลักษณะที่เรียกว่า "ตกท้องช้าง" พระตำหนักเป็นอาคารปูน 2 ชั้น อยู่ในสภาพค่อนข้างทรุดโทรม เปิดให้ขึ้นไปชมชั้น 2 เวลาจะเดินขึ้น เบาๆกันหน่อยนะคะ เพราะบันไดไม้ที่ทอดไปยังชั้น 2 ก็เก่าแล้ว และโยกหน่อยๆ ขึ้นไปแล้วเสียวกลัวจะทำบันไดเขาพังอะ

ภายในผนังชั้น 2 ของพระตำหนัก มีภาพจิตรกรรมฝาผนัง แต่อยู่ในสภาพลบเลือนไปเกือบหมดแล้ว เป็นที่น่าเสียดายมาก มีภาพสีเกี่ยวกับเรื่องหมู่เทวดา นักพรต นมัสการพระพุทธบาท และเรือสำเภาตอนพระพุทธโฆษาจารย์ไปลังกา


ซ้าง ม้า วัว ควาย ^^

ระหว่างชมพระตำหนัก มีเสียงซอบรรเลงกล่อมบรรยากาศด้วย โดยน้องน้อยหน้าตาน่าเอ็นดู แต่งชุดไทยมาหาทุนการศึกษา แต่ป้าว่า หนูสีอยู่ท่อนเดียวหรือเปล่าคะ ว่าจะถามแล้วเชียวว่า ครูเพิ่งต่อให้ท่อนเดียวหรืออย่างไรจ๊ะ

จากพระตำหนัก เดินมาทางริมน้ำ ที่วัดมีรูปปั้น 4 รูป ให้สักการะ คือ รูปปั้นพระเจ้าอู่ทองที่สถาปนาวัดนี้ขึ้น สมเด็จพระนเรศวร สมเด็จพระเอกาทศรถ กับอีกองค์หนึ่งจำไม่ได้แล้ว บังเอิญไม่ได้ถ่ายรูปมา นึกไม่ออก
ก่อนจะออกจากวัด มานั่งพักกันที่ศาลาริมน้ำ แหม...ลมเย็น จนเกือบจะหลับทีเดียว ^^

เราไหว้พระได้ 2 วัดแล้ว คือที่วัดกษัตรา กับวัดพุทไธศวรรย์ (เพราะวัดไชยวัฒนารามไม่ได้ไหว้) ควรจะต้องไหว้อีกสักวัด เห็นป้ายวัดนางกุยอยู่อีกไม่ไกล ไปกันหน่อยดีไหม ไปกราบหลวงพ่อยิ้มกัน

วัดนางกุยนี้ เขาว่ามีอายุกว่า 400 ปีแล้วนะคะ แต่เราเข้ามาในวัด ไม่ได้เห็นโบราณสถานอะไรมากนัก ได้ความว่า วัดเสียหายมากจากเมื่อเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 เราเข้าไปจอดรถ แล้วมองซ้ายมองขวาจะไปตรงไหนล่ะ ก็เห็นเขาทำระดับน้ำไว้ที่ผนังอาคาร เข้าไปลองวัดดู

แม่เจ้า...น้ำท่วมปีที่แล้ว ท่วมสูงสุดมือเอื้อมทีเดียว เฮ้ออออ

เดินมาทางโบสถ์ ก็เจอพระท่านชี้บอกให้เข้าไปไหว้หลวงพ่อยิ้มในโบสถ์ก่อนนะ เสร็จแล้วออกไปทางโน้นนะ ...ค่ะท่าน ขอบพระคุณค่า..
จุดธูปเทียนกราบพระเสร็จแล้ว เข้าไปในโบสถ์ กราบพระประธานแล้ว นั่งมองว่า..ในหมู่นั้น องค์ไหนล่ะ หลวงพ่อยิ้ม มีองค์นึงดูจะยิ้มมากกว่าองค์อื่น แต่ไม่แน่ใจ ถามหลวงพี่ที่นั่งอ่านหนังสืออยู่ในโบสถ์ ท่านหัวเราะ ไม่ใช่หรอกโยม หลวงพ่อยิ้ม คือองค์ที่เป็นไม้สักอยู่ในตู้กระจก ด้านขวาขององค์พระประธานต่างหาก

เข้าไปกราบท่านใกล้ๆ มองแล้ว ก็กราบขอพรให้ชีวิตมีแต่รอยยิ้มแบบท่านบ้าง

ออกมา หลวงพี่(น่าจะต้องเรียกหลวงน้อง)ยืนคอยอยู่ ท่านชี้ให้ดูต้นสาละ ซึ่งกำลังออกลูกเต็ม ปกติเคยเห็นแต่ดอก เพิ่งเห็นลูกวันนี้แหละ แข็งๆสีน้ำตาล ลูกขนาดเกือบๆส้มโอ ถามท่านว่าข้างในเป็นอย่างไร ท่านว่าเหมือนมะขวิด เราก็ไม่รู้ว่ามะขวิดหน้าตาเป็นอย่างไร แต่ท่านบอกมาเสียก่อนว่า กลิ่นเหลือทนทีเดียว เหม็นมากกก เลยเก็บความอยากรู้ไว้เท่านั้น

ท่านพามาดูที่ศาลเจ้าแม่ตะเคียนทอง เดิมบริเวณนี้ เป็นที่ยืนต้นของต้นตะเคียนใหญ่ ขนาดโคนโดยรอบประมาณ 9 เมตร แต่แล้วประมาณปี 2540 ต้นตะเคียนนั้นได้ตายลง จึงตัดต้นเหลือไว้แต่โคนให้เห็น แล้วนำไม้ส่วนหนึ่งไปแกะสลักเป็นเจ้าแม่ตะเคียนทองให้คนสักการะกัน

แล้วท่านยังเล่าเรื่องหลวงพ่อยิ้มให้ฟังว่า เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย ที่แกะสลักจากไม้สักทองและลงรักปิดทองสวยงาม เป็นพระเก่าแก่อยู่คู่กับวัดมาช้านาน จากคำบอกกล่าวเล่าขานของคนเก่าแก่ว่า สมัยก่อน หลวงพ่อยิ้มได้ลอยมาตามแม่น้ำเจ้าพระยามาติดอยู่บริเวณหน้าวัด ทางเจ้าอาวาสและชาวบ้านได้อัญเชิญหลวงพ่อยิ้มไปประดิษฐาน ณ พระอุโบสถวัดนางกุย แล้วในวัดยังมีพระพุทธรูปโบราณ เก่าแก่มากอีกหลายองค์

เป็นอันว่า..วันนี้ได้ไหว้พระ 3 วัด ตามมาตรฐานของคนขาสั้น 5555  ไหว้เสร็จก็เย็นแล้ว ถึงเวลากลับบ้าน แต่จะไม่มีอะไรติดมือมาฝากคนทางบ้านก็กระไรอยู่ เลยแวะที่ "อยุธยา พาวิลเลียน"  ซื้อข้าว(ข้าวจริงๆค่ะ ข้าวภัทรพัฒน์ และข้าวกล้องต่างๆ) ซื้อขนม
ที่นี่...เจอไอติมอร่อยค่ะ ไม่แพงด้วย 3 ลูก 20 บาท ถ้าผ่านไป ลองชิมกันดูนะคะ


แค่ได้ออกมานอกเมืองสักหน่อย ก็มีความสุขแล้ว ความสุขง่ายๆใกล้ๆตัว ^____^